[opv] Kyuwook ของขวัญ

posted on 11 Nov 2010 01:34 by missmillet
 
 

[Fic] Why do I Love You KYU-HAE {WON} >> Intro

posted on 11 Nov 2010 00:55 by missmillet
Title : Why do I love you

Author : Millet

Paring : KYU-HAE……WON

Rate : […..]
 
 
..............................................................
 
 
 
Intro >>
 
 
 
 
 
 
 
 
ภาพตึกเรียนของ Hotel Institute Montreux มหาวิทยาลัยมีชื่อด้านการโรงแรมแห่งหนึ่งในสวิสเซอร์แลนด์ ยังคงถูกมองไม่วางตาจากบัณฑิตหมาดๆ พิธีรับปริญญาที่จัดขึ้นอย่างเรียบง่ายเพิ่งผ่านพ้นไป และนั่นก็เป็นสิ่งบ่งบอกได้เป็นอย่างดีว่า เวลาที่ต้องจากที่นี่ไปใกล้เข้ามาทุกขณะ อีทงเฮ ยังคงยืนถือม้วนกระดาษสีขาวผูกโบว์ด้วยริบบิ้นผ้าสีชมพู สิ่งซึ่งการันตีวุฒิการศึกษาระดับปริญญาตรีด้าน Hotel Management

หมวก ของใครซักคนที่กระโดดแย่งมาได้ถูกนิ้วเรียวยาวควงเล่นไม่หยุดหย่อน สีปี่ หรือถ้านับรวมกับคอร์สภาษาอังกฤษและฝรั่งเศสก่อนจะเข้าปีหนึ่ง ก็ห้าปีพอดิบพอดี โซล และที่นี่ห่างไกลกันมากทีเดียว ไกลเสียจน ตลอดห้าปีที่ผ่านมา ไม่เคยเลยซักครั้งที่เขาจะได้กลับไป อาการใจหายเมื่อต้องไปจากที่นี่ ยังมากไม่เท่า ใจที่พองโตด้วยความดีใจเมื่อคิดว่า เขาจะได้กลับโซลเสียที

 
 
 
 
 
 
 
 
~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~









“อื้ม ท่าทางโต๊ะจะใหญ่ไปจริงๆนะครับพี่ฮีชอล”


“ไม่หรอกน่า ถ้านายจะยอมย้ายโต๊ะของนายไปริมผนังซะหน่อย ”


“ผมไม่มีปัญหาหรอกครับ แต่เจ้าตัวดีจะอึดอัดเอาน่ะสิ ”


“ห่วงกันจริ๊ง ทงเฮมันตัวเล็กจะตาย ห้องนี้ก็ออกใหญ่โต ไม่น่าจะต้องมาอึดอัดหรอกมั๊ง ”



พนักงาน ผู้ชายตัวโตที่ถูกเรียกขึ้นมาเป็นกรณีพิเศษกำลังง่วนกับการยก ย้าย และจัดทุกอย่างให้เข้าที่ตามคำสั่งของผู้บริหารใหญ่ของโรงแรม ที่งานนี้ลงมาดูแลด้วยตัวเองเพื่อต้อนรับพนักงานใหม่ ซึ่งจะเรียกอย่างนั้นก็ไม่ถูกซะทีเดียว ว่าที่ผู้บริหารคนใหม่ ที่ถึงแม้จะถูกส่งไปเรียนในด้านนี้โดยตรง แต่ประสบการณ์จากผู้บริหารรุ่นพี่ต่างหากเล่าที่เขาจะต้องกลับมาเรียนรู้



ซี วอนยังคงเอามือล้วงกระเป๋ากางเกงสแลคสีดำ หันหน้าออกไปมองวิวข้างนอกผนังที่มีเพียงกระจกกั้น ตอนนี้ทงเฮจะโตขึ้นแค่ไหนกันนะ ห้าปีก่อนที่สนามบินอินชอน ภาพเด็กหนุ่มตัวเล็กๆ ที่ยกมือขึ้นปาดน้ำตาป้อยๆก่อนจะเดินลับไป ยังคงวนเวียนอยู่ในความคิดของพี่ชายใจดีคนนี้เสมอ



ด้วยงาน และความรับผิดชอบที่ถาโถมมาอย่างมากมายจนเขาเองไม่มีเวลาได้พัก ไม่บ่อยนักที่เขาจะได้ติดต่อพูดคุยกับน้องชาย การคุยโทรศัพท์แทบนับครั้งได้เป็นทางเดียวที่เขาได้รู้ความเป็นไปของทงเฮใน ต่างแดน



ซีวอนไม่สามารถปฏิเสธได้ว่าเขาดีใจและตื่นเต้นมาก แค่ไหน กับการกลับมาของทงเฮในอีกสองวันข้างหน้า ถึงแม้ตารางการบินที่ถูกแจ้งมาเมื่ออาทิตย์ก่อน ทำให้เขาต้องผิดหวังเล็กน้อย ที่ไม่สามารถไปรับน้องชายได้ด้วยตัวเอง ตารางงานกับตารางเที่ยวบินขากลับของทงเฮ ช่างไม่เปิดโอกาสให้เขาซะเลย แต่ถึงอย่างไร คุณพ่อและตัวเขาเองก็คงไม่ปล่อยให้การกลับมาบ้านเกิดของทงเฮในรอบห้าปี ต้องมีเพียงแค่คนขับรถของที่บ้านไปรับเท่านั้นหรอกนะ

คิมฮีชอล ญาติผู้พี่ที่คุณพ่อไว้ใจและเขาเองก็นับถือ อาสาไปรับด้วยตัวเอง แต่แล้วอาการปวดขาเพราะเผลอไปออกกำลังกายผิดท่าก็เล่นงานจนต้องเข้าโรง พยาบาล ผู้เป็นพ่อจนปัญญาแต่ก็ต้องฝืนใจเรียกใช้น้องชายคนเล็ก ที่ถึงตอนนี้ยังตามตัวไม่เจอ แต่ไม่น่าจะเกินความสามารถของ คิมฮีชอล ที่เป็นเพียงคนเดียวที่รู้ได้ว่า คยูฮยอน น้องชายตัวแสบของบ้านทำอะไร อยู่ที่ไหน










“จียอน เอานี่ไป แล้วออกไปจากห้องซะ คืนนี้ชั้นอยากนอนคนเดียว” เด็กหนุ่มร่างสูงโปร่งผิวขาวจัด ที่ตอนนี้มีเพียงผ้าเช็ดตัวผืนเดียวพันกาย โยนเศษแบงค์ที่หาได้ในกระเป๋าตอนนี้ ลงบนเตียงขนาดควีนไซส์ก่อนจะแทรกตัวลงไปในผ้านวมผืนหนาอย่างไม่สนใจใยดีอีก คนซักนิด เด็กสาวรูปร่างอวบอัด ใบหน้าถูกแต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางค์เสียจนไม่เห็นร่องรอยของใบหน้าที่แท้ จริง ฟึดฟัดลุกขึ้นควานหาเสื้อผ้าที่กองระเกะระกะอยู่ข้างเตียงมาสวมใส่ด้วยสี หน้าบูดบึ้ง แต่ไม่ลืมรวบเอาเศษแบงค์จำนวนน้อยนิด ที่ถูกหว่านทิ้งไว้ ไปจนเกลี้ยงก่อนจะพ่นคำด่าเจ็บแสบทิ้งท้ายแล้วผลุนผลันออกจากห้องไป





“ไอ้บ้าเอ๊ย ทุเรศที่สุด”




ปัง !!!!





เสียง ปิดประตูด้วยแรงที่ไม่ธรรมดาดังมาจากหน้าห้อง เฮ่อ ถึงเวลาพักเสียที ความอ่อนเพลียจากฤทธิ์แอลกอฮอล์ตอนหัวค่ำ และแน่นอนกิจกรรมรักเร่าร้อนที่เพิ่งผ่านไป ทำให้เขาพร้อมจะหลับได้อย่างง่ายดาย




Rrrrrrrrrrrrrrrrrrrrrrr!!!!!



ไม่ถึงหนึ่งอึดใจที่คยูฮยอนเคลิ้มหลับ เสียงโทรศัพท์ที่ดังขึ้นและชื่อที่ปรากฏบนหน้าจอ ต้องทำให้เขากดรับอย่างเลี่ยงไม่ได้



“ครับพี่ฮีชอล”



“ชั้นคงไม่ได้มาขัดจังหวะนายใช่มะ”



“โห่ พี่ เห็นผมเป็นคนยังไง”



“ก็แบบที่นายเป็นอยู่ไงเล่า ตัวแสบเอ๊ย”



“พี่มีอะไรก็ว่ามา จะมาบังคับอะไรผมอีก”




“อื้อ รู้ก็ดีแล้ว”



“พ่อสั่ง….”



“ใครสั่งก็ช่าง ฟังดีๆ พรุ่งนี้ พี่จะให้คนรถไปรับที่คอนโดตอนสิบโมง”



“ไปไหน”



“สนามบิน”



“ไปเพื่อ…”




“ไปรับอีทงเฮ”





“ห๊า!!!!!”








...........................................................................








TBC. :roll:

[Fic] Why do I Love You KYU-HAE {WON} >> Cast

posted on 11 Nov 2010 00:45 by missmillet
 
[Fic] Why do I Love You KYU-HAE {WON}
 
 
 
 
 
 

ซีวอน
 
ผู้ที่มาพร้อมกับความรับผิดชอบที่แสนหนักอึ้ง
ไม่เคยเลยซักครั้ง ที่พี่ใหญ่ของบ้านจะทำให้ใครผิดหวัง
ถึงแม้จะเป็นเค้าเองก็ตามที่ต้อง เจ็บ แต่เค้าก็ยอม
 
 
 
 
 
 
 
คยูฮยอน
 
ทำไมไอ้คำว่าลูกคนเล็ก ไม่ได้ทำให้เค้ามีอะไรเหนือพี่น้องคนอื่นๆซักนิด
การที่ต้องกลายเป็นตัวอะไรก็ไม่รู้ ในสายตาพ่อ เป็นเพราะ นายคนเดียว
ไอ้เด็กนอกคอก นายไม่ใช่พี่ชั้น !อีทงเฮ
 
 
 
 
 
ทงเฮ
 
ทำไมพี่ต้องดีกับผมขนาดนี้ด้วยพี่ซีวอน ผมไม่อยากทำร้ายพี่เลย
ผมไม่เข้าใจ ทำไมผมเอาแต่คิดแต่เรื่องของอิตาบ้านั่นอยู่ได้
ทำไมนายถึงทำตัวแบบนี้นะ คยูฮยอน
 
 
 
 
 
 
ซองมิน
 
ผมคงไม่เคยอยู่ในสายตาคุณเลยสินะ คุณคยูฮยอน
นักดนตรีใส้แห้งแบบผม จะไปสู้นักเรียนนอก
อย่างคุณทงเฮได้ยังไง แต่ทำยังไงได้ ก็ผมมันรักคุณนี
 
 
 
 
 
อึนฮยอก
 
ทงเฮเพื่อนรัก นายทิ้งชั้นกลับโซลแบบนี้ไมได้นะ
อ่า ชั้นคิดถึงนาย อยากเจอนายเดี๋ยวนี้เลยด้วย
นายหางานที่โซลให้ชั้นหน่อยน๊า ทงเฮอ่า..
 
 
 
 
ฮีชอล

หึ ถ้าไม่มีชั้นซักคน พวกนาย จะใช้ชีวิตกันยังไงเนี่ย
หาเรื่องปวดหัวให้ทุกทีสิน่า เจ้าเด็กพวกนี้
ไม่รู้จักโต!
 
 
 
 
 
 
 
------------------------------------------------------------------
 

 
 

[SF] -It's u - KyuRyeo The last EP

posted on 09 Nov 2010 21:24 by missmillet
ผมจะทำยังไงกับไอ้ตัวเล็กนี้ดี……




 
 
ระหว่าง ทางที่ผมขับรถกลับคอนโด ผมมักจะเผลอคิดถึงเรื่องวันนั้นบ่อยๆ ถึงแม้ตอนนี้ไอ้ตัวเล็กที่ว่ามันยังไม่หายโกรธผมก็ตาม แต่ผมคงไม่ปล่อยให้ค้างคาอยู่แบบนี้แน่ครับ วันนี้แหละคงต้องจัดการซักที หลังๆมานี่งานผมค่อนข้างยุ่งนิดหน่อย ทั้งที่จริงๆแล้วก็ไม่อยากปล่อยให้อะไรมันยุ่งยากมาจนถึงทุกวันนี้ แต่มันก็ช่วยไม่ได้ เอาวะแม่งงง โอ๊ะ! ผมเผลอเหยียบคันเร่งซะแรง เกือบไปแล้วหัวทิ่มเลยทีเดียว ผมรีบบึ่งรถกลับคอนโดอย่างเช่นทุกวัน หวังว่าพอกลับมาแล้วจะเจอน้องอุค เข้ามาทำกับข้าวให้กินเหมือนเคย แต่ว่า ตั้งแต่เกิดเรื่องขึ้น ทุกวันผมต้องกลับมาพบกับห้องที่ว่างเปล่า แม่งเซ็งงงง!!!



ผมขับรถวนขึ้นไปบนชั้นลานจอดรถของคอนโด จอดรถแล้วก็ไม่คิดอยากจะลงจากรถซะงั้น เมื่อคิดว่ากลับเข้าห้องไปก็อยู่คนเดียวอยู่ดี ทำไมผมต้องไม่ชินกับการอยู่คนเดียวด้วยวะ เมื่อก่อนผมใช้ชีวิตยังไง ทำไมถึงอยู่ได้ น้องอุคทำให้ผมเป็นแบบนี้ แล้วก็ไม่อยู่ด้วยกันให้ตลอดนะ ชิ่งทิ้งกันไปก่อนแบบนี้ นอยด์ว่ะ ผมทำอะไรผิดมากมายงั้นหรอ ไม่นะ ผมก็แค่ แค่ ……… เออวะสารภาพแล้วก็ได้










ไอ้ตัวเล็กมันหาว่าผมปล้ำมัน !!!!







เอา เป็นว่าเรื่องนั้นค่อยเล่าละกันครับ มันเสือกน่ารักทำไม ผมคิดว่าผมไม่ได้ทำอะไรผิด แต่ไอ้ตัวเล็กมันซีเรียส ไม่ยอมคุยกับผมมาสองอาทิตย์แล้ว เบื่อว่ะแม่ง จะปรึกษาชอยเพื่อนรักก็หายหัว ตามตรูดแฟนเตี้ยของมันอยู่นั่นแหละครับ ผมโทรไปหามันก็ไม่ว่างตลอด อย่าให้ถึงตามึงนะชอย กุแม่งจะไม่ช่วยเลย งอน



ผม เก็บของกะจะเข้าห้องเลยเหมือนเคย แต่ทันทีที่ลงจากรถ ผมก็เปลี่ยนใจกดลิฟท์ลงไปข้างล่างเสียเลย อารมณ์แบบนี้ลงไปเดินเล่นในสวนสาธารณะใกล้ๆคอนโดน่าจะดีขึ้น อย่างน้อยไปนั่งคิดวิธีง้อเมีย (เรียกแบบนี้ได้แล้วสินะ) พูดแล้วก็เขิน คุณพ่อผมท่านจะว่ายังไงถ้าแฟนลูกชายสุดที่รักดันเป็นเป็นผู้ชายเหมือนกัน เหมือนผมจะต้องเครียดกับเรื่องนี้ แต่ทำไมแม่งเผลอยิ้มออกมาวะ เกินเยียวยาละกรุเนี่ย


ผมแกะกระดุมที่แขนเสื้อเชิ้ตและพับขึ้นมา แบบลวกๆ แล้วเดินตรงไปที่สวนข้างๆคอนโด แบบเรื่อยเปื่อย มองตรงไปที่สวนเหมือนจะเงียบๆ ไม่มีใครเลยซักคน แน่ละสิ นี่มันก็เย็นมาก อันที่จริงก็เกือบจะมืดแล้วด้วยซ้ำ เอาวะ ดีเหมือนกัน เปลี่ยวๆแบบนี้ ดูเป็นพระเอก MV อกหักอย่างไม่ต้องสงสัย อันที่จริงผมก็อยู่ที่นี่มาหลายเดือน แต่ก็ไม่เคยมาเดินในนี้ซักที เอาเป็นว่า สถานที่แถวนี้ เกือบทั้งหมดนั่นแหละ ก็มันไม่เคยเปลี่ยวเหมือนตอนนี้นี่หว่า ถึงขั้นต้องมาเศร้าในสวน ชีวิตกรุตกต่ำถึงเพียงนี้ เลยหรอ โจวคยูฮยอน


ผมเล็งไปที่ เก้าอี้ตัวยาวสีขาว ใต้ต้นไม้ใหญ่นั่น เบื้องหน้าเป็นแอ่งน้ำขนาดใหญ่ที่ถูกจัดวางอยู่กลางสวนพอดี (อันนี้ผมสังเกตเอาตอนมองลงมาจากคอนโดชั้น 10) แสงแดดตอนเย็นสี้ส้มสะท้อนกับท้องน้ำเกิดเป็นแสงระยิบระยับ สวย และ เหงาอย่างร้ายกาจ บรรยากาศเริ่มมา และที่บิ๊วมาทั้งหมด ก็ถูกทำลายลงด้วยเสียงโทรศัพท์ของ ชอย นายห้างเจ้าเก่า เออทีกรุอยากคุยกับเมิงละไม่ว่างๆ ทีกรุอยากจะเปลี่ยวคนเดียวแม่งเสือกโทรมา ไม่รุ้จักเวล่ำเวลาว่ะ




“อะไรมึง กุไม่ว่าง” กุก็ไม่ว่างเป็นเหมือนกันเว้ยไอ้เพื่อนเวร


“มึงเลิกงานแล้ว กรุรุ้โจว อย่าแอ๊บ ”


“มึงมีอะไร”


“อ้าวไอเวรนี่ ก็เห็นโทรหากุยิกๆ กุสิควรต้องถามมึงครับ ”


“กุไม่มีแล้ว กุอยากอยู่คนเดียว ”


“อารมณ์ไหนวะ แม่ง กุตามไม่ทัน”


“อื้อ”


“กุว่ามึงเริ่มพูดไม่รุ้เรื่องแล้ว ค่อยคุยกันก็ได้ว่ะ เฮ้ยกุเป็นห่วงมึงนะ ”


“กุรู้ ”


“โทรหากุ ถ้ามึงพร้อม โอเคนะ”


“อื้อๆ”





เอา ละสิครับ ก็ผมไม่รู้จะพูดอะไรกับมันจริงๆ ตอนนี้คิดอยู่อย่างเดียวว่าจะหาวีธีคืนดีกับน้องอุคยังไงดีวะ เกิดมาไม่เคยมาง้อผู้ชาย ยากว่ะแม่ง ถ้าแค่ซื้อไอติมไปล่อแล้วหยุดร้องไห้เหมือนหลอกเด็กได้ก็ดีสิ แต่..เฮ้ยเสียงเด็กที่ไหนมาร้องไห้ตอนนี้วะเนี่ย สงสัยหูจะฝาด ผมทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ยาวสีขาว ซักพักก็เริ่มเลี้อยลงไปนอน เครียดเกือบเอาทีนขึ้นมาก่ายหน้าผาก



แต่แล้ว





แฮ่ๆๆๆๆๆๆ ฮึกกกๆๆ แฮ้ๆๆๆๆๆๆๆๆ






เฮ้ย วันนี้มีแต่คนมาขัดจังหวะการเปลี่ยว เสียงเด็กร้องเริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ นี่ก็เริ่มมืดแล้ว ใครปล่อยลูกมาเล่นแถวนี้วะ หวังว่าคงไม่เป็นอย่างที่คิดนะ เฮ้ย…ผมเปล่ากลัวผีนะคับ แต่เด็กที่ไหนจะมาร้องไห้กระจองอแงป่านนี้แล้ว กลับบ้านไปกินนมได้แล้วมั้ง เอาวะ ผมลุกขึ้นจากเก้าอี้ ลองมองไปตามเสียงที่ได้ยิน อื้อ ผมว่าผมเจอละ หลังต้นไม้นั่นแน่ๆ ผมไม่รอช้าเดินตามเสียงนั้นไปทันที แต่เดินมาครึ่งทาง ก็ต้องหยุดกึก คือขอให้เป็นเด็กจริงๆเถอะว่ะ เด็กผีไม่เอานะเว้ย คือเริ่มป๊อดว่างั้น แต่ไหนๆก็เดินมาแล้ว ก็ลองเดินตามเสียงมาเรื่อยๆ จนเจอครับ เด็กผู้ชายหัวหยิกอายุไม่น่าจะเกิน สี่ขวบ ยืนขยี้ตาร้องไห้อยู่ เอ่อ เอาไงดีวะ พ่อแม่มันไปไหนเนี่ย



“เอ่อ หนู .. ร้องไห้ทำไมคับ” ผมย่อตัวนั่งคุกเข่าลงไปถาม หืม น้ำมูกเต็มแก้มเลยว่ะ


“ฮือๆๆๆๆ ฮือๆๆๆๆ ลูก…ฮึกๆ… โป่ง” อะไรวะ ลูกฮึกๆโป่ง อ่อลูกโป่ง เด็กมันชี้ขึ้นไปบนต้นไม้คับ ผมเลยเงยหน้าตามขึ้นไป เห็นลูกโป่งสีน้ำเงิน (แน่ะ ) ติดอยู่กับกิ่งไม้ สภาพเริ่มแฟ่บเต็มที เชือกสีขาวที่ผูกติดอยู่ห้อยยาวลงมา แต่ก็ยังยาวไม่พอที่ผมจะเอื้อมมือไปหยิบมาได้ (นี่ขนาดกรุสูงมากละเนี่ย)


ผม ลองพยายามกระโดดดึงเชือกที่ห้อยอยู่พักนึงก็หมดปัญญา ไอ้เด็กนี่ก็เริ่มจะร้องอีกรอบ นี่มันชอบอะไรลูกโป่งนี่นักหนาถึงกับยืนร้องไห้เฝ้าอยู่ใต้ต้นไม้จนค่ำมืด ขนาดนี้ นี่อย่าบอกว่าไม่มีพ่อแม่ ซวยแล้วกรุ ไม่อยากเป็นพ่อจำเป็นตอนนี้นะคับ ในขณะที่ผมยืนเกาหัวคิดไม่ตกว่าจะเอายังไงกับเด็กและลูกโป่งบนต้นไม้นั่นดี ก็ได้ยินเสียงคุ้นหู ดังขึ้นมา


“ยูกึน ยูกึนอ่า หนูยังอยู่ใช้มั๊ย พี่มาแล้ว” คือผมยังไม่กล้าหันไปมอง แต่ว่าใช่แน่ๆ เสียงน้องอุคเดินมาทางด้านหลัง ซวยแล้ว ผมเหมือนจะดีใจ แต่ก็เริ่มทำอะไรไม่ถูก คนมันมีคดีอยู่


“พี่….. พี่มาแล้ว ฮึกๆ ฮือๆๆๆ” อ้าวไอ้เด็กนี่ อะไรนะ ยูกึนหรอ มันยังร้องไห้สูดน้ำมูกของมันต่อไปคับ ส่วนผมกำลังคิดว่าจะวิ่งหนีไปอีกทางดีรึเปล่า ทำไมมันหวิวๆบอกไม่ถูก แต่เอาวะไม่พูดกันซะตอนนี้จะให้พูดกันชาติหน้าก็ไม่ไหวนะคับ บอกตามตรงผมก็คิดถึงน้องอุคว่ะ






“…………” ใช่ครับ ผมหันมาแล้วก็ใบ้แดก ภาพที่เห็นคือน้องอุคถือไม้ยาวๆมาด้วย นี่ผมไม่เห็นหน้าเค้านานแค่ไหนแล้วนะ ดูซูบลงไปรึเปล่า กินข้าวบ้างมั๊ยเนี่ย ไม่ได้กินข้าวด้วยกันต้องแอบเขี่ยผักทิ้งอีกแน่ๆ ส่วนน้องอุคก็มองมาที่ผมเหมือนกัน แต่ก็แกล้งทำเป็นไม่สนใจ ทำหน้าดีใจหน่อยก็ไม่ได้ใจดำจริงๆ แถมยังถือไม้เดินไปหาเด็กยูกึนซะอย่างนั้น เออ เอากะมันสิ



“ยู กึน ไม่ต้องร้องนะ พี่มาแล้ว ” น้องอุคก้มลงไปลูบหัวเด็กยูกึนเบาๆ แล้วก็ดึงเข้ามากอด ผิดมั๊ยถ้าอยากชื่อยูกึนขึ้นมาอย่างกะทันหัน -_-”


“ไหนดูซิ ลูกโป่งยังไม่ไปไหนนี่นา เดี๋ยวพี่ต้องเอามาคืนยูกึนได้แน่ๆ รอก่อนนะ ”

ไอ้ เด็กหัวหยิกพยักหน้าหงึกๆ ไอ้คนตัวเล็กก็ยื่นไม้ไปเขี่ยลูกโป่งบนต้นไม้ สงสัยไม้ที่หามาจะสั้นไป นี่ขนาดเขย่งแล้วยังแทบจะไม่โดนเชือกด้วยซ้ำ ลูกคุณหนูเอ๊ย แค่นี้ก็กะไม่เป็น



“นี่.. มันไม่ถึงหรอกคับ ให้พี่ช่วยดีกว่านะ” ผมตัดสินใจพูดออกไป


แต่ ไอ้คนตัวเล็กมันก็ยังไม่สนใจอยู่ดี ยังเขย่งๆสอยลูกโป่งต่อไป ผมเห็นแล้วก็อดขำไม่ได้ แต่ยิ่งไปกว่านั้น ตอนเขย่งนี่เสื้อมันรั้งขึ้นไปจนเห็นเอวแล้วนั่น (เอ่อ กรุมองอะไร) ผมทนไม่ได้ละคับ เดินไปแย่งไม้จากมือมาเลยดีกว่า แล้วผมก็เผลอไปดึงชายเสื้อของน้องอุคลงมาด้วย เออมือมันพาไป


“บอกแล้วไง มันไม่ถึงหรอก … เสื้อยาวกว่านี้ไม่มีแล้วหรอคับ” ผมแอบดุใส่มัน


“ยุ่งอะไรด้วย” พูดแล้ว เอ๊ะ หรือด่า


“มันก็ต้องยุ่งล่ะ ก็อยากยุ่งจะทำไม” อ้าวนี่กรุชวนทะเลาะทำไมวะ


“ถอยไป ” เออโกรธอีก เอามือผลักอกผมด้วย


“น้อง อุค พูดกันดีๆได้มั๊ยคับ แล้วพี่ก็อยากช่วยจริงๆ ไม้มันสั้นไปน้องอุคก็เห็นนี่ เดี๋ยวเด็กนี่ก็ร้องไห้ไม่หยุดกันพอดี ” ไอ้เด็กยูกึนนี่ถึงตอนนี้ล่ะไม่ยอมร้อง ร้องหน่อยสิวะ บิ๊วหน่อย ช่วยพี่หน่อยมั๊ยไอ้หนู


“ยูกึน รอก่อนนะคับ พี่จะไปหาไม้อันใหม่มานะ ” แน่ะ เค้าเรียกดันทุรังรึเปล่าแบบนี้น่ะ


“ไม่ต้องไปไหนทั้งนั้นแหละ” ผมดึงมือน้องอุคไว้ ก็ไม่อยากให้ไปนี่หว่า


“พี่ กี้ปล่อย….ผม” คำสุดท้ายเกือบจะไม่หลุดออกมาซะแล้ว ยูกึนควรปิดตานะฉากนี้ เพราะผมดึงตัวน้องอุคเข้ามากอดไว้แน่นเลย กอดให้หายคิดถึง ผมรู้สึกได้ถึงลมหายใจอุ่นๆตรงต้นคอ ถึงแม้การใกล้ชิดครั้งนี้ผมจะเป็นฝ่ายบังคับ แต่ผมว่าเหมือนเราได้กลับมาเจอกันที่จุดเดิมอีกครั้ง ผมยังไม่พูดอะไรต่อ แค่อยากอยู่อย่างนี้อีกซักพัก น้องอุคเลิกดิ้น ผมเริ่มคลายแขนที่รัดแน่นในตอนแรก แต่อีกสองแขนเล็กๆกลับกระชับแน่นขึ้น ลมหายใจอุ่นๆก็ยังไม่จางหายไป



“คิดถึง” ผมบอกในสิ่งที่คิดได้ตอนนี้ เป็นความจริงที่สุดเท่าที่ผมเคยรู้สึกมา







“คิดถึงเหมือนกันฮะ”
 
 
 
 
 
 
 
 
“ปล่อยเถอะฮะ” เรากอดกันอยู่ซักพักน้องอุคก็เตือนสติ ผมก็ลืมไปยังมีเด็กยูกึนยืนทำตาแป๋วอยู่ข้างๆ เอ่อ ยังเด็กอยู่อย่าริเลียนแบบนะเว้ยเด็กน้อย รอให้โตก่อนค่อยคิดละกันว่าจะแบบพี่หรือแบบไหน อ๊ากก ไปกันใหญ่แล้ว พอๆ


“แล้ว ลูกโป่งนี่ ทำไงดีล่ะคับ พี่ว่าไปซื้อใหม่ง่ายกว่าปะ” ผมเงยหน้ามองขึ้นไปที่ไอ้ลูกโป่งสีน้ำเงินนั่น ที่ไม่เหลือสภาพลูกโป่งเท่าไหร่แล้ว

“ไม่ได้นะฮะ ยังไงก็ต้องเอาลงมาให้ยูกึนให้ได้ คือ คุณพ่อของน้องเค้าซื้อให้น่ะฮะ ”

“งั้นเอางี้ดีมั๊ย น้องอุคขี่คอพี่ปีนไปเก็บลูกโป่งก็แล้วกัน”

“เอ่อ จะดีหรอฮะ”

“ดี สิ มาเร็ว เดี๋ยวเด็กร้องนะ” ผมพูดพลางย่อตัวลงให้น้องอุคปีนขึ้นมาได้สะดวก น้องอุคทำท่าอึกอัก หันมองทางโน้นทีทางนี้ก่อนจะตัดสินใจปีนขึ้นมาขี่คอผม ผมพยายามยันตัวขึ้นยืน เห็นตัวเล็กแบบนี้แม่งโคตรหนัก ข้างในบรรจุอะไรเอาไว้วะเนี่ย รุ้สึกพลาดดดด แต่ก็แข็งใจยืนขึ้นจนได้ ท่าทางคนข้างบนจะกลัวไม่ใช่น้อย พอผมยืนขึ้นได้เสือกร้องเสียงดังเลย ผมงี้ตกใจหมด

“เฮ้ยยยยย!!!! จะตกมั๊ยเนี่ย” มันเริ่มโวยวายแล้วคับ แถมจิกคอเสื้อผมซะแน่น อย่ากลัวดิ พี่ก็เริ่มเสียเซลฟ์เหมือนกันนะค้าบบ

“ไม่ตกหรอกน่า ไม่ต้องกลัว ถึงมั๊ยลองเอาไม้สอยดูสิคับ”

“อ๊า ผมลืมหยิบอะ ทำไงดี ” อ้าว !!!

“ยู กึนคับ ยื่นไม้ส่งให้พี่เค้าหน่อยเร็วคับ จะได้เอาลูกโป่งลงมานะ” เออยืนร้องว่างๆ ช่วยทำตัวให้เป็นประโยชน์หน่อยเถอะคุณดาราเด็กรับเชิญ ที่เดือดร้อนกันอยู่นี่เพราะแกนะเว้ย

ยูกึนคงอยากได้ลูกโป่งจัด รีบส่งไม้ให้น้องอุคทันที ทีนี้ก็ถึงตอนสอยแล้ว คือผมเงยหน้ามองไปข้างบนไม่ได้ เลยไม่รู้ว่าต้องยืนตรงไหน แม่งโคตรลำบากอะ พอเผลอเงยหน้า ก็เซจะล้มเอาท่าเดียว เดือดร้อนคนข้างบนต้องคอยบอกอีกที เอ่อ ลำบากไปว่ะยูกึน ซื้อใหม่มะ เดี๋ยวพี่พาไปว่ะแม่ง จะว่าไปหนักด้วยอะ แต่ก็เต็มใจนะคับ

“พี่กี้ เดินไปข้างหน้าหน่อย … เหยยย ช้าๆสิฮะ จะตกอยู่แล้ว”

“ไม่ตกหรอก มือชั้นนี้แล้ว ”

“ขี้โม้ ซ้ายอีกนิด ใกล้จะได้แล้ว”

“อะ ถึงมั๊ยคับ”

“อ๊ะ ได้แล้ว โอ๊ยยลุ้นแทบแย่”




ภารกิจ สอยมะม่วงเอ๊ยสอยลูกโป่งเสร็จสิ้น ผมต้องค่อยๆนั่งลง เอาจริงๆผมก็กลัวแฟนผมตกลงมาเหมือนกันนะคับ ตัวเล็กแบบนี้ตกลงมาแข้งขาหัก จะไปบอกพ่อแม่เค้ายังไง คิดแล้วก็ไม่น่าใช้วิธีนี้ แต่ก็ไม่รู้จะทำไงดี แต่ยังไงผมก็ไม่ยอมให้เค้าร่วงลงมาเจ็บได้หรอก ผมหันไปมองน้องอุคยื่นลูกโป่งให้เด็กยูกึนแล้วก็แอบยิ้มไปกับภาพนั้น นี่แหละตัวตนของเค้าจริงๆ มันทำให้ผมหาคำตอบให้กับตัวเองได้เสมอว่าทำไมผมถึงเลือกคนคนนี้ ความอ่อนโยน และการเอาใจใส่คนอื่น มันทำให้ผมรู้สึกทุกครั้งว่า ผมเลือกคนไม่ผิด และผม…… คงไม่อยากให้ภาพแบบนี้หายไป ซึ้งมาก แอบเขิน เอามือลูบท้ายทอย เดินตรงไปหาแฟน 555

“เช็ดน้ำมูกด้วยสิ เลอะเต็มแก้มแล้วนะนั่น 555” แซวยูกึนแก้เขินไปหนึ่งดอก นี่เขินเองอีกคนก็ไม่รู้เรื่องด้วย เหมือนคนบ้าเต็มที

“จะแกล้งเด็กรึไง ” อีกคนหันมาค้อนเมื่อผมเอามือไปหยิกแก้มเด็กยูกึนเบาๆ

“เปล่าซะหน่อย แต่ถ้าผู้ใหญ่ก็ไม่แน่ ” ผมหันไปยิ้มให้ผู้ใหญ่หน้าเด็ก ที่ทำท่าจะงอนอีกรอบ

“ยัง ไม่เข็ด” น้องอุคเริ่มเอาจริงอีกแล้ว อย่านะเว้ย ที่ดีกันแบบงงๆเมื่อกี้ก็นับว่าโคตรฟลุค มาอีกทีคิดมุขไม่ออกจริงๆ ไม่ค่อยมีประสบการณ์ซะด้วย

“โห นี่มืดมากแล้ว กลับกันเถอะนะคับ ” ชิงเปลี่ยนเรื่อง ก่อนระเบิดจะลงดีกว่า

“จริง ด้วยสิ ยูกึนคงหิวแย่แล้ว กลับกันเถอะ ปะยูกึน กลับบ้านกันนะ” น้องอุคจูงมือยูกึนแล้วทำท่าจะยกอุ้ม ผมเห็นแบบนั้นก็รีบไปแย่งดีกว่า ยูกึนท่าทางตัวหนัก ขืนให้อุ้มกลับคอนโดคงเมื่อยน่าดู

“ยูกึน มาขี่คอพี่ดีกว่า ”

“ไม่ได้นะฮะ เดี๋ยวน้องตกลงมาทำไง”

“จะตกได้ยังไง ผู้ใหญ่ขี่คอยังไม่ตกเลยนะ จริงมั๊ย”

ผม ย่อตัวลงไปนั่งอีกครั้ง โดยไม่ต้องพูดอะไร น้องอุคก็ช่วยยกยูกึนให้ขี่คอผมจนได้ เราเดินกลับคอนโดไปตามทางที่ปูด้วยอิฐตัวหนอนซึ่งปูเป็นทางยาวคดเคี้ยวไปจน ถึงประตูทางออก ไฟในสวนเปิดส่องสว่าง ระยะทางไม่ใกล้ไม่ไกลนัก ไม่มีบทสนทนาที่ยืดยาว มีแค่เจ้าตัวเล็กคอยเตือนให้เดินระวังบ้างก็เท่านั้น ยูกึนพอได้ลูกโป่งคืนมาก็ไม่สนใจอะไรอีก ผมอยากจะจับมือคนข้างๆเดินไปพร้อมกันซะจริงๆ ติดตรงที่ผมต้องประคองเด็กที่ขี่คออยู่นี่สิ


“รอด้วยสิฮะ” สำเร็จ เมื่อผมแกล้งเดินเร็ว คนที่เดินตามหลังก็มาดึงชายเสื้อรั้งผมเอาไว้

“อย่าปล่อยนะคับ” ผมหันไปยิ้มให้ แล้วก็เดินต่อไปตามทาง อยากจะยืดหนทางข้างหน้าให้ไกลออกไปอีกซักหน่อย อยู่แบบนี้มันมีความสุขดีแฮะ


กลับ มาถึงคอนโด เราก็พายูกึนไปหาอะไรกิน เพราะท่าทางจะหิวมาก แล้วไม่นานคุณพ่อเค้าก็มารับกลับไป แต่ที่ทำให้ผมอึ้งเล็กน้อยไม่ว่ะอึ้งมากกก ก็พ่อของยูกึนไม่ใช่ใครที่ไหนคับ ไอ้ เอ๊ย พี่หน้าเต่าที่ขับรถมารับมาส่งน้องอุคบ่อยๆนั่นล่ะ เวรกรรม ผมหลงคิดว่าจะมาจีบแฟนผมซะอีก ขนาดตอนรู้ว่าเป็นญาติกันยังไม่ค่อยอยากไว้ใจ แต่มาเห็นแบบนี้แล้วก็โล่งใจ หายใจคล่องขึ้นมาทันที แหม มีลูกเมียแล้วก็ไม่บอกกันบ้าง แถมยังเป็นอาจารย์ที่มหาลัยผมอีกนะนั่น ผมพลาดไปหลายเรื่องนะเนี่ย แต่ยังไงก็ต้องขอบคุณพี่เต่าเยาวราชเค้าล่ะ ลูกชายพี่น่ารักดีนะคับ ผมเลยดีกับญาติพี่ง่ายๆเลย ไว้วันหลังผมจะเลี้ยงโซจูเป็นการตอบแทนละกันคับพี่ ฮ่าๆๆๆๆ (หัวเราะสะใจเอ๊ยดีใจ)


“พี่จงอุนเค้าสอนคณะไหน ทำไมพี่เห็นรู้เลยอะ” ผมสงสัยนะสิคับ เรียนมาสี่ปีไม่เคยเห็นมีอาจารย์ชื่อคิมจงอุนในมหาลัยเลย อันที่จริงผมรู้จักอาจารย์เยอะเพราะหลายท่านที่เป็นเพื่อนคุณพ่อผม แต่อาจารย์พี่หน้าเต่า นี่ไม่เคยเห็นจริงๆ

“พี่จงอุนเพิ่งจะได้เป็นอาจารย์น่ะฮะ เพิ่งจะมาสอนได้ไม่นาน พี่กี้คงเรียนจบไปก่อนแล้วมั๊ง”


“อ้อ มิน่าไม่คุ้นเลย แล้วพี่เค้าสอนคณะไหนละเนี่ย”

“คณะบริหาร ” อ่า คณะน้องอุคนี่หว่า มิน่ามารับมาส่งกันได้บ่อย พวกทางเดียวกัน นี่ถ้าไม่มีลูกเมียผมจะคิดมากแล้วนะเว้ย โชคดีไป



ความ เงียบเริ่มปกคลุม ผมก็ไม่รู้จะถามอะไรต่อ อีกคนก็ไม่เห็นอยากจะเล่าอะไรอีก เราสองคนยังมีอะไรงงๆกันอยู่ การที่ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นแบบนี้ มันทำให้ผมอึดอัด และทุกอย่างจะไม่เคลียร์ ผมควรต้องทำอะไรซักอย่าง






"น้องอุคคับ”


“หืม”


“เอ่อ…..พี่อยากจะ……บอกว่า พี่ขอโทษ”


“เรื่อง?” เด็กบ้าอย่ามาทำแบบนี้ รู้แล้วเว้ยว่าทำผิดไปซักหน่อย อย่ากวนดิ ง้อไม่ค่อยเป็น


“เรื่อง… เรื่องนั้นแหละคับ อย่าโกรธพี่เลยนะ พี่ไม่ดีเอง ขอโทษ ”


“ก็แค่รู้สึกว่ามันเร็วไป และมันดูง่ายไปรึเปล่า ” จุกเลยคับน้องอุคพูดมาแบบนี้


"น้องอุคเสียใจหรือเปล่าที่พี่ทำแบบนั้น ”


“ก็… ไม่รู้สิฮะ ผมคงตกใจมั๊ง ผมก็ผิดที่ปล่อยให้มันเกิดขึ้นจนได้”


“น้อง อุคจะว่ายังไงก็แล้วแต่ พี่ไม่เคยเสียใจเลยนะคับ พี่คงเป็นคนไม่ดีในสายตาน้องอุคไปแล้ว แต่พี่ก็ยังจะยืนยันว่าพี่ไม่เสียใจเลยที่มันเป็นแบบนี้ เพราะถ้าคนคนนั้นไม่ใช่ คิมเรียวอุค พี่ก็คงไม่ทำ ” ผมเดินเข้าไปบอกประโยคนี้ใกล้ๆ เอาไงเอากัน จะโกรธไปเลยหรือจะดีกันต่อ ก็ให้มันรู้ไป กรุทำถึงที่สุดแล้ว บอกไปหมดทุกอย่างแล้ว โว้ยยย จะเอาคนนี้เท่านั้นแหละ เข้าใจพี่ใช่มั๊ยคับน้องอุค



“ไอ้พี่กี้บ้า พูดออกมาได้ ” อ๊ากกกกกก ด่าแล้วยิ้มแบบนี้ มันน่ารักรู้มั๊ย เอาสิคับจะทุบจะตีอะไรก็เชิญเถอะคราวนี้


“ดีกันแล้วใช่ป่าว”


“อื้อ”


“อะไรนะ อีกทีดิ ”



“อะไรเนี่ย หนวดก็ไม่โกน หน้าก็ไม่ดูแลเลย มีผื่นด้วย ตาก็คล้ำ แย่จริงๆ”อ้าวเนียนเปลี่ยนเรื่องไปไกลเลย เนียนมาก



"ไม่มีคนโกนให้นี่นา หนีไปตั้งสองอาทิตย์ แย่จริงๆ” ผมย้อนไปบ้าง



"ไม่ได้ไปไหนซะหน่อย”



“งั้นก็ ไม่ต้องไปไหนหรอกนะ อยู่ด้วยกัน โอเคมั๊ย ”



“โอเคฮะ” ตอบไม่คิดเลยนะ น่ารักเกินไป



“น่า รักมากคับ” ผมดึงน้องอุคมากอดอีกที เจ้าของกลุ่มผมนุ่มๆสีน้ำตาลอ่อนตรงหน้า ทำให้รู้สึกว่า ผมคงไม่ต้องเสียเวลาไปหาใครอีก ผมเจอแล้ว คิมเรียวอุค





“ก็นี่คอนโดผมนี่ จะให้ไปไหนเล่า”





ผม ได้ยินอะไรแว่วๆวะฟังไม่ถนัด น้องอุคแอบบ่นอะไร แม่งช่างเหอะ ชีวิตต่อไปข้างหน้า ผมไม่รู้จริงๆว่าจะเป็นยังไง ทุกอย่างยังคงคาดเดาไม่ได้ อะไรจะเปลี่ยนไปบ้างผมก็ไม่อยากจะรู้นักหรอก รู้แค่ว่าวันนี้ ตอนนี้ ผมมีความสุขดีกับสิ่งที่ผมได้เลือก ด้วยตัวของผมเอง




 
 
 
 
 
 
END.
 
 
 
 
 
PS.



ครืดๆๆๆๆๆ

ใครโทรมาวะ คนจะนอน ผมงัวเงีย คว้าโทรศัพท์มือถือที่สั่นรบกวนโสตประสาทบนหัวเตียง มากดรับโดยไม่ได้ดูชื่อเลยซักนิด


“ฮัลโหล”

“เพื่อนชอย กุเอง”

“ไอ้โจว ว่าไงวะ”

“เปล่ากุแค่จะโทรมาบอกมึงว่า กุพร้อมแล้ว ”


ตรู๊ดๆๆๆๆๆๆๆๆๆ



“ใคร โทรมาหรอคับ” ในขณะที่ผมยังงงๆกับโจวเพื่อนรักอยู่ คนข้างๆก็ตื่นจนได้ โจวมึงรบกวนกุและแฟนนะมึงรู้ตัวมั๊ยวะ แฟนกุตื่นเลยเค้าต้องการพักผ่อนนะเว้ย






[SF] -It's u - KyuRyeo EP.3 [ Part 2]

posted on 14 Aug 2010 05:15 by missmillet

 

 

 

 

ผมงัวเงียตื่นขึ้นมา ด้วยอาการไม่สู้ดีนัก ยังรู้สึกปวดหัวแล้วก็ครั่นเนื้อครั่นตัวอยู่บ้าง แต่ก็ยังถือว่าดีกว่าตอนที่จะเผลอหลับไป อื้อ ผมเผลอหลับไปตอนไหนกันนะ....

ผม พยายามนึกไปถึงตอนนั้น จำได้ว่าลุกไปเปิดประตู ในขณะที่ผมปวดหัวมากและอยากนอนที่สุด ถ้าผมไม่ได้ฝันไป คนที่เจอตอนเปิดประตูก็คือ.................น้องอุค


ไฟในห้องยัง เปิดอยู่ ผมหรี่ตาและพยายามลืมตาเพื่อให้ชินกับแสง โต๊ะหัวเตียง นอกจากมีถ้วยซุปที่ดูเหมือนไอ้ตัวเล็กถืออยู่ตอนเจอกันหน้าประตู แล้วข้างๆก็ยังจะมีชามใบใหญ่ที่ผมใช้ทานบะหมี่ มีผ้าขนหนูสีขาวผื่นเล็กๆที่ผ่านการบิดจนขมวดเป็นก้อนๆวางพาดอยู่ ซองยาที่ผมไปซื้อมาก็เรียงรายอยู่ไม่ห่างกัน ถึงตอนนี้ผมสำนึกได้ว่าไม่ใช่ผมแน่ที่ทำ


ก่อนที่ผมจะบ้าบอคิดว่า ผีหลอก ก็เหลือบไปเห็นใครบางคนฟุบหลับอยู่ สองแขนเรียวเล็กนั่นทำหน้าที่ไม่ต่างจากหมอน กลุ่มผมสีน้ำตาลอ่อนร่วงลงมาปกปิดใบหน้าหวานจนหมด ... แต่ทำไมผมจะไม่รู้ว่าเป็นใคร


คนที่รู้จักกันได้แค่วันเดียว คนที่เอาซุปมาให้ผม คนที่เช็ดตัวให้ผม คงยากสำหรับเค้ามากที่ต้องพยายามให้ผมทานยาในขณะที่ผมแทบไม่รู้สึกตัวแล้ว


คิมเรียวอุค~


คนป่วยอย่างผมไม่ลังเลที่จะยิ้มออกมา......และก็เผลอยื่นมือไปเกลี่ยผมของคนที่ยังนอนหลับสนิทอยู่ข้างเตียง



“น้องอุค น้องอุคคับ ” ทั้งที่ไม่อยากกวน แต่จะให้หลับทั้งๆที่เป็นแบบนี้ได้ยังไง


“อุคกี้..........” หลับเหมือนเด็ก แถมหลับสนิทมาก ปลุกยากจัง


“อื้อ.....” เสียงที่เจือด้วยความหงุดหงิดเล็กๆถูกเปล่งออกมาจากคนขี้เซาที่ได้แต่เพียงขยับหัวไปมาเล็กน้อยเท่านั้น

ผมลองเขย่าที่แขนเล็กๆอีกสองสามที อ่า คราวนี้เหมือนจะได้ผล คนตัวเล็กผงกหัวขึ้นมาในขณะที่ตายังคงปิดสนิท

“อื้อ.....” ทำเสียงเหมือนเดิมเด๊ะ ผมถึงกับแอบหลุดหัวเราะ ผมเผ้าที่อุตส่าห์เกลี่ยให้เมื่อกี๊เลยพลอยร่วงลงมาปิดตาเหมือนเดิม


“ตื่นคับ....ขึ้นมานอนดีๆ” ห๊ะ นี่ผมพูดอะไรออกไป


น้อง อุคยังคงหลับตาทำหน้างงอยู่ แต่ซักพักก็ยกมือขึ้นมาขยี้ตา และก็พยายามลืมตาในที่สุด หน้าตางัวเงียแบบนี้ น่ารัก~ (นี่ผมไม่ได้นั่งดูสารคดีลูกไก่พยายามออกจากไข่ใช่มั๊ย)


“อ๊า..........ผมเผลอหลับไปได้ไงเนี่ย” ลูกไก่ออกจากไข่ได้ก็โวยวาย


“ไม่เผลอแล้วล่ะ” ผมหลุดหัวเราะอีกที


“แล้วพี่กี้เป็นไงบ้างฮะ” นั่นวิญญาณหมอเข้าสิงแทน


“ค่อยยังชั่วแล้วคับ พี่ขอโทษน๊า น้องอุคเลยพลอยลำบากเพราะพี่”


“ทาน ยาอีกทีดีมั๊ยฮะ เดี๋ยวผมเอาซุปไปอุ่นให้” น้องอุคเอาหลังมือมาแตะหน้าผากผมอีกทีก่อนจะหยิบเอาถ้วยซุปเดินไปในส่วนครัว ผมได้ยินเสียงกดปุ่มบนไมโครเวฟ ติ๊ดๆ แล้วเจ้าตัวก็หันกลับมาสั่งผม

“เช็ดตัวอีกทีด้วยนะฮะ”

ผมไม่ได้พูดอะไร นอกจากเอื้อมมือไปหยิบผ้าขนหนูที่ยังเปียกหมาดๆมากะว่าจะเช็ดตัวอีกทีตามที่น้องเค้าบอก
แต่ยังไม่ได้จะเริ่มทำอะไร ไอ้ตัวเล็กก็เดินมาแย่งผ้าขนหนูแล้วเอากลับไปจุ่มในชามบะหมี่

“แฮ่ ขอโทษนะฮะที่เอาชามของพี่มาใส่น้ำแบบนี้ คือหาอย่างอื่นไม่เจอจริงๆฮะ” พูดพลางก็บิดผ้าขนหนูไปพลาง แล้วก็ยื่นให้ผม

“ไม่เป็นไรหรอกคับ ” ผมรับผ้าขนหนูนั่นมาเช็ดหน้าก่อนเป็นที่แรก ความเย็นทำให้สะดุ้งนิดๆ แต่ก็รู้สึกว่าสดชื่นขึ้นกว่าเก่าละนะ


ติ๊ง!!!

รู้สึกซุปจะอุ่นเสร็จแล้ว ลูกไก่ หมอ และตอนนี้คงจะเป็นแม่ครัว เอ๊ยพ่อครัว รีบลุกไปหาที่มาของเสียงนั่นทันที


และ แล้วผมก็กินซุปน้องอุคจนหมดถ้วย อร่อยดีแฮะ หรือเพราะหิวก็ไม่รู้แหละ จากนั้นก็ตามด้วยยาอีกสารพัดชนิด -_- (นี่คือช่วงทรมานที่สุดของฉากนี้ )


“อื้ม....พี่กี้นอนพักนะฮะ ผมขอตัวกลับห้องก่อน”


“น้องอุค.........พี่ขอบคุณมากนะคับ ที่ช่วยพี่”


“ก็...พี่ไม่สบายนี่นา”


“นั่นสิ เลยต้องรบกวนเลย พี่นี่แย่จัง”


“คนป่วยไม่ผิดหรอกฮะ ผมไปนะ”


น้อง อุคก้มลงหยิบถ้วยซุปยิ้มให้ผมทีนึงก่อนจะหันหลังเดินออกไป เสียงประตูปิดลงไปแล้ว แผ่นหลังของไอ้ตัวเล็กก็หายวับไปด้วย.........จะมีใครใจดีเท่าคนคนนี้อีก มั๊ยเนี่ย


ขอบใจนะลูกไก่~ (อยากจะให้อยู่ในกำมือเสียจริงๆ หึหึ)


พรุ่ง นี้ผมมีนัดสำคัญ คงต้องรีบนอนแล้ว อีกไม่กี่ชั่วโมงก็ต้องตื่นอีกที ผมก็เลยไม่ลืมที่จะตั้งนาฬิกาปลุกเอาไว้ คิดแล้วก็เพลีย ถ้าพรุ่งนี้ยังไม่หายจะทำยังไง จะเลื่อนอีกทีคงน่าเกลียด ชีวิตโจวคยูฮยอน ไม่ใช่จะง่ายๆ



ผมมาถึงตึกสำนักงานใหญ่ของบริษัทพ่อคุณชาย ชอยทันเวลาพอดี กดลิฟท์ขึ้นไปบนชั้นห้องทำงานของคุณพ่อ ผมรู้สึกตื่นเต้นและเพลียไปในเวลาเดียวกัน แต่ก็จะทำให้ดีที่สุด


‘กุกำลังจะเข้าไปหาพ่อมึงว่ะ ขอกำลังใจกุหน่อย’ ผมกดส่งข้อความไปหาไอ้ชอย

ไม่นานก็ได้รับข้อความตอบกลับมา ‘พ่อกุไม่ดุ เชิญขึ้นเขียงคับคุณโจว ฮ่าๆ’



ดู มันคับ นี่คือการให้กำลังใจของมันใช่มั๊ย อยากจะเตะปากมันจริงๆ แต่ก็ตามที่มันบอกคับ คุณพ่อท่านไม่ได้ดุเลยจริงๆ ส่วนมากท่านจะชวนคุยเรื่องทั่วๆไปมากกว่า ไม่เห็นเหมือนกับการสัมภาษณ์งานตรงไหน แต่พอคุยกับท่านเสร็จผมก็ต้องไปที่ฝ่ายบุคคลเพื่อที่จะจัดการทุกอย่างตามกฎ ระเบียบ นี่ผมได้งานแล้วน่ะสิ ชีวิตการเป็นนักศึกษาวิศวะ มา 4 ปี ถึงตอนนี้ ผมได้เป็นวิศวกร คิดแล้วก็อมยิ้ม เย็นนี้ผมน่าจะกลับบ้านไปบอกข่าวดีกับคุณพ่อคุณแม่ผมบ้าง


แต่ เที่ยงนี้ผมกับไอ้ชอยมีนัดกันจำกันได้ใช่มั๊ยคับ ผมนั่งรถไฟใต้ดินไปที่ห้างมันเมื่อจัดการทุกอย่างที่บริษัทเรียบร้อย ไม่กี่อึดใจก็มายืนอยู่หน้าห้าง ที่ใหญ่ติดอันดับต้นๆของกรุงโซล มันบอกให้ผมไปรอที่ร้านอาหารฝรั่งเศสชั้นบนสุดของห้าง ไอ้เวนนี่จะกินหรูไปไหน กุยังไม่มีเงินเดือน คอยดูผมจะให้มันเลี้ยง

ผม นั่งรอมันซักพัก เห็นมันแวบๆอยู่หน้าร้านแล้วคับ อ้าวแล้วนั่นพาใครมาด้วย ไอ้นี่ไม่บอกกันก่อน คือกุมีเรื่องจะคุยกับมึงส่วนตัวอะ แต่แล้วมันก็ร่ำลากับคนนั้นหน้าร้านแล้วก็เดินเข้ามาคนเดียวคับ เออค่อยยังชั่ว


“ไงมึง อย่างหล่อนะวันนี้” มันทักผมแบบนี้ เออจริงของมึง วันนี้กุหล่อมากเหอะ แต่มึงจะแต่งตัวข่มกุไปไหนคับ ไอ้ผู้บริหาร

“เออกุไม่เถียง นั่งสิ กุหิวแล้ว” ผมพูดก่อนที่จะกลืนยาแก้อักเสบเข้าไปอย่างยากลำบาก

“อ่าวยังไงมึง ถึงขั้นโด๊ปวิตามินเลยหรอวะ”

“กุไม่สบายเว้ย”

“อ่าวซะงั้น ไหวมั๊ยวะเนี่ย กลับบ้านก่อนได้นะเว้ย”

“ยังก่อน กุยังไม่ได้กินฟรีเลยว่ะ”

“ได้ไงวะ วิศวกรอย่างมึงต้องเลี้ยงพนักงานห้างอย่างกุสิ ถึงจะถูก”

“ไอ้เวน กุยังไม่มีเงินเดือน มึงเลี้ยง โอเค๊”

“เออ แม่ง เงินเดือนเดือนแรกออกเมื่อไหร่ เอามาให้กุเลยนะ”

“สันดาน กุควรให้พ่อแม่มั๊ยมึงนี่”


ก่อนที่ผมจะเตะปากมัน เราก็ตัดบทด้วยการสั่งอาหารมากินกันซะก่อน ผมเลือกแต่ของแพงๆ แกล้งไอ้ชอยมันคับ สะใจดี รวยดีนัก


“มึง เมื่อกี๊ใครวะ”

“ใคร อะไรของมึง”

“อย่ามา หน้าร้านกุเห็น”

“อ่อ แหะๆ ”

“ใคร บอกกุมา”

“ทำตัวเป็นเมียหลวงนะมึงอะ เพื่อนกุเอง ”

“มีเพื่อนอย่างหล่อนะมึงอะ”

“ขี้หึงว่ะ ฮ่าๆๆๆ เออว่าแต่เรื่องของมึงนี่ยังไง เล่าๆ”

“อ่าว นึกว่าลืมไปแล้ว ”

“มึงจะเล่ามั๊ย ”

“เล่า แต่แม่งเขินว่ะ...........มึงว่ากุผิดปกติป่าววะ”

“มึงก็ไม่เคยจะปกตินะที่จริงแล้ว”

“อย่าพึ่งกวนตีน มึงรับกุได้ใช่ป่าววะ ถ้ากุแม่งเสือกชอบ........ผู้ชาย”


“ถ้างั้น..........มึงก็ต้องรับกุให้ได้ด้วย”

“อะไรวะ กุงงว่ะ หรือว่า.....เฮ้ย คนหน้าร้าน”

“แสนรู้สมเป็นวิศวกรว่ะมึง”

“สัด เค้าเรียกฉลาด แล้วมึงมาแนวนี้ได้ไงวะ ปิดเงียบนะ”

“อย่ามาโบ๊ยกุ เล่าของมึงมาก่อน”

“ก็.....ไม่มีอะไรว่ะ เค้าน่ารักดี กุเลยคิดว่า กุชอบอะ แต่เฮ้ยจริงจังนะ กุจริงจัง มึงเข้าใจปะ”

“เออ มึงจะพูดซ้ำทำไม กุเข้าใจ กุเคยผ่านมาก่อน หึหึ ”

“อื้อ จบแล้วเรื่องกุ เล่าของมึงมา”

“สั้นมาก แค่นี้หรอเรื่องมึงอะ”

“เออ แค่นี้ ถึงมากกว่านี้กุก็ไม่เล่ามึง หึหึ”


จาก นั้นผมก็นั่งฟังไอ้ชอยเล่าประวัติรักหวานชื่นของมันกับคนหน้าร้านให้ผมฟัง ถือว่ามันแอ๊บได้เนียนมาก ผมไม่เคยรุ้มาก่อน เนียนเนาะ (ทำเสียงเหมือนพระเอกโฆษณษา บีบีครีม) ชอยแม่งสอยนายแบบ มิน่าหล่อโดดเด่น ออร่าแผ่ซ่าน อีทงเฮ ชื่อนายแบบคนนั้นอะนะ แต่นายแบบไรวะ หล่อน่ารักมาก แต่เตี้ยไปหน่อยนะผมว่า ไอ้ชอยเถียงทันทีว่าเค้าถ่ายแบบภาพนิ่งความเตี้ยความสูงเลยไม่ใช่ปัญหา มันว่าน่ารักของมัน เออ เรื่องของมึง แต่กุว่าน้องอุคของกุน่ารักกว่าว่ะ แต่ผมก็ไม่ได้นั่งฟังมันอยุ่ฝ่ายเดียว มันก็ซักผม จนต้องเล่าว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง ไอ้ชอยแม่ง ตกใจใหญ่ มันบอกนี่แค่วันเดียว ก้าวหน้ามาก มันขอยอมแพ้ อย่าว่าแต่มันเลย ผมก็ตกใจน้อยกว่ามันที่ไหน


 

นี่ผมกับชอยเพื่อนรัก เป็น เกย์ ป่าววะ แม่ง






TBC.


[SF] -It's u - KyuRyeo EP.3 [ Part 1]

posted on 12 Aug 2010 07:14 by missmillet

 

 

 

 

เพื่อนชอยแม่งโคตรกวนตีนอะ!


“นี่มึงเป็นเมียกุตั้งแต่เมื่อไหร่ โทรหากุถี่มากอะ”


“เวนเอ๊ย มึงอย่าพูดงี้ กุหลอน”


“ตกลงมีไร กุบีซี่มากกกอะคับคุณโจว”


“มึงอะ กุจะเริ่มยังไงดี แค่กๆ”


“ไอ้นี่ ก็มึงโทรมาทำไมเล่า แล้วนี่เป็นไร เสียงแหบๆ ไอด้วยนะมึงอะ”


“คือกุแบบ.....ชอบคนนึงว่ะมึง”


“แม่งนึกว่าเรื่องอะไร จีบสาว -_-”


“กุจะไม่โทรมากวนเพื่อนชอยเลย ถ้าแม่งเป็นสาวๆ ”


“ห๊า.....นี่มึงอย่าบอก”


“เออ งั้นกุไม่บอก”


“อื้อ กุไม่อยากรู้และ สัด”


“มึงอะ ง้อกุหน่อย กุสับสนมาก กุชอบเค้าจริงๆว่ะ แม่งน่ารักอะมึง”


“กุว่าเราสองคนต้องคุยกันยาวว่ะ พรุ่งนี้ดีมั๊ยวะ คือกุมีอะไรจะบอกมึงเหมือนกัน คิคิ”


“กุเกลียดเสียง คิคิ ของมึงจริงๆ เออเอางั้นก็ได้ แค่กๆๆ”


“ไหวมั๊ยมึงอะ ไปนอนไป เจอกันพรุ่งนี้เว่ย”


“เออต้องเจอแล้วว่ะ ...ชอย น้องเค้าน่ารักจริงๆนะเว้ย”


“เอออออ...........ไป๊”






ผมเหมือนจะไม่สบาย เวนแล้ว พรุ่งนี้ต้องไปเจอพ่อไอ้ชอยด้วย หรือผมจะรีบนอน แต่ถึงตอนนี้ ผมขอสารภาพกับทุกคนว่า ผมชอบน้องอุคกี้เข้าแล้ว ผมไม่ได้เป็นเกย์ ทุกคนเข้าใจใช่มั๊ยคับ แต่ผมชอบน้องอุคอะ อย่าทำหน้าไม่เชื่อกันอย่างนั้น ..... ผมไม่เคยเป็นเกย์ เกย์เค้าเป็นกันยังไง หรือนี่คือจุดเริ่มต้น เวนกำ ผมสับสนและปวดลำใส้เล็กมากกับความรู้สึกนี้ เล่มเกมส์ดีกว่า (อ้าว.......งงกะมันมาก)


ผมเล่นเกมส์ไปจามไปพักนึงเริ่มไม่ไหว สงสัยหวัดจะแดก เล่นโชว์พระเอกกลางสายฝน ยาเยออะไรก็ไม่มีอะ คือไม่ได้เป็นคนป่วยง่าย เลยไม่มียาติดไว้เลย แต่ต้องรักษาเนื้อรักษาตัวเพื่อเจอคุณพ่อของคุณชายชอย และเพื่ออนาคตทางการงานของตัวเอง นี่กุต้องลงไปซื้อยาอีกใช่มั๊ย แล้วคือร้านยามีมั๊ยแถวนี้ ลำบากจริง 



ผมหยิบมือถือกับการ์ดกะลงไปซื้อยาข้างล่าง รู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัวอย่างจริงจัง ถ้าไม่ได้กินยานอนต้องกลายเป็นศพแน่พรุ่งนี้ ไม่น๊า....ยังไม่มีเมียเลย กุจะตายไม่ได้




ตึ๊ง !! (เสียงลิฟท์)


(แหม......คิดว่าจะเจอใครหน้าลิฟท์ละสิ ไม่มีอะ แปร่วววว :lol: )



ผมลงลิฟท์มายืนงงหน้าคอนโดเหมือนตอนลงมากินข้าวเด๊ะ ฝนหยุดตกแล้วคับ แล้วผมก็มองเห็นร้านขายยาซึ่งอยุ่ฝั่งตรงข้ามคอนโดนะเอง หาง่ายกว่าร้านซักรีด อิอิ หันซ้ายแลขวา วิ่งข้ามถนนไปที่ร้าน ได้ยาลดไข้ ยาแก้ไอ ยาแก้อักเสบ ยาลดน้ำมูก บลาๆๆๆ มาหลายขนาน -_-


ในขณะที่จะข้ามถนนกลับมา ผมมองเห็นรถบีเอ็มสีดำคันอย่างใหญ่จอดอยู่หน้าคอนโด แล้วทันใดนั้น (เล่าเหมือนนิทานก่อนนอน ) ร่างเล็กๆ กับเสื้อเชิ้ตลายสกอต ก็ก้าวลงมา น้องอุคกี้........แต่ ไม่ได้มาคนเดียวนะสิครับ มีไอ้หน้าเต่าเปิดประตูลงมาจากฝั่งคนขับ แล้วอ้อมไปเปิดท้ายรถ หยิบกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ออกมา ....ม่ายยยยยยย ผมใจคอไม่ดี แกล้งเดินไปใกล้ๆสองคนนั้น ไอ้เต่านั่นลากกระเป๋าเอง ส่วนน้องอุคกี้ (ของผม) ถือถุงอะไรยิบย่อยอีกสองสามถุง และแล้ว ผมก็แอบฟังเค้าคุยกันคับ (นิสัย !) .....อย่าด่าหรือคนอ่านไม่อยากรู้ คิคิ




“พี่ส่งแค่นี้นะคับ ลากเองไหวมั๊ยเรา”

“ไหวอยู่แล้วฮะ ขอบคุณพี่เยซองมากน๊า อุตส่าห์มาส่ง”

“ยินดีอยู่แล้วคับ ....แล้วเจอกันที่มหาลัยนะ พี่ไปล่ะ” ไอ้เต่าไม่พูดอย่างเดียว เอามือลูบหัวน้องอุคอีกอะ โหยไรวะ

“ขับรถดีๆ ฮะ บ๊ายบาย” ไอ้ตัวเล็กมึงจะยิ้มเก่งไปละ พอๆๆ บาดตามาก โจวคยูฮยอนเครียดดดดดไข้ขึ้น



น้องอุคทำท่าจะกดลิฟท์ แต่เหมือนจะไม่มีมือแล้วข้าวของพะรุงพะรังยังกะย้ายบ้าน (เออก็ย้ายจริงๆนะแหละ) ผมไม่รอช้า กดปุ่มลูกศรชี้ขึ้นให้ทันที อย่างแมน 


“อ๊ะ พี่กี้เจอกันอีกแล้ว” 


“ครับ น้องอุคกี้ขนอะไรมาเยอะแยะครับเนี่ย ”


“อ๋อ ไปขนเสื้อผ้าจากที่บ้านมานะฮะ พรุ่งนี้เปิดเทอมแล้ว”


“มาคับ พี่ช่วยถือ ”


“ไม่เป็นไรฮะ ผมไหว” ไหวได้ไง ผมเห็นแขนเกร็งไปหมดแล้ว แขนเล็กยังกะผู้หญิง จะหักมั๊ยวะนั่น


“ไม่เอา พี่ช่วยดีกว่า ส่งกระเป๋ามาเถอะคับ”


ตึ๊ง!! ลิฟท์มาพอดี 


ผมไม่รอคำตอบแย่งกระเป๋ามาถือเองซะเลย น้องอุคทำท่างงๆ ยิ้มๆ เขินๆ แต่ก็เดินเข้าไปในลิฟท์ แล้วกดปุ่ม open ค้างไว้รอผม ผมยกกระเป๋าตามเข้าไปยืนข้างๆ แหะๆ (จะให้ยืนไหนลิฟท์มีอยุ่แค่นี้ เว่อร์จริงโจว) ด้วยความเคยชินผมยื่นนิ้วชี้ไปกดชั้น 10 แต่นิ้วเล็กๆของคนที่ยืนข้างๆ ก็คงจะชินเหมือนกัน นิ้วเราสองคนเลย เบียดกันอยู่บนปุ่มเลข 10 ผมหันไปยิ้มแหะๆกับน้องเค้า คือต่างคนต่างเขินนะคราวนี้ อ๊ากกก ทำไมกุต้องเขินวะ 



“พี่กี้ไปไหนมาฮะ หรือว่าหิวอีกเนี่ย” ถามแล้วก็มองหน้ากันบ้างสิคับ 


“ฮ่าๆ ไม่ใช่หรอกคับ พี่ไปซื้อยา พอดีเหมือนจะเป็นหวัดน่ะ” ว่าแล้วก็ไอโชว์ แค่กๆๆๆ


“อ้าว แย่จังฮะ สงสัยเพราะโดนฝนแน่ๆเลย ”


“นิดหน่อยน่ะครับ เดี๋ยวกินยาไปคงจะดีขึ้น ” พูดไปแบบนั้นแต่ก็แอ๊บทำหน้าเศร้า 


“งั้น .....กินยาแล้วรีบพักผ่อนนะฮะ” น้องอุคพูดกับผม แต่ตามองอยู่ที่ปุ่มเลข 10 ท่าเดียว น่ารักจัง (วันนี้ผมพูดคำนี้กี่รอบแล้วเนี่ย)


ลิฟท์เปิดออกเมื่อถึงชั้น 10 คนตัวเล็กรีบเดินนำออกมาก่อนเลย น้องเค้าเดินเร็วอีกแล้ว ผมขอสรุปเอาเองว่า น้องเค้าเขินแบบคอนตินิว คิคิ ห้องน้องอุคกี้ถึงก่อนผม พอถึงหน้าห้องเค้าก็รีบเสียบการ์ดเปิดประตูทันที 


“ขอตัวไปจัดของก่อนนะฮะ” น้องอุคหันมาพูดกับผม แล้วรีบแทรกตัวเองเข้าไปในห้องปิดประตูดังปัง

อ๊าววว.......ผมงง แล้วไม่เอากระเป๋าหรอวะ ทำไงดี ๆ ผมตัดสินใจเคาะประตู 


ก๊อก ก๊อก


หน้าเล็กๆ ยื่นออกมาจากประตูที่แง้มเพียงนิดเดียวเท่านั้น น้องจะกลัวอะไรพี่คับ หึหึ 


“มีไรฮะ”


“กระเป๋าคับ”


“อุ๊ย..........ลืม” 


ฮ่าๆๆ ผมแอบขำกับท่าทางเคอะเขินของน้องเค้า เหมือนคนทำอะไรไม่ถูก ถ้าไม่ได้ตาฝาด ดูเหมือนแก้มกับหูจะแดงไปหมด ...... คงไม่ต่างกัน ไม่รู้ว่าเพราะไข้ขึ้นหรืออะไร ผมถึงรู้สึก ร้อนๆหนาวๆแปลกๆ แต่รวมๆแล้วมันก็ดีอะนะ


“ขอบคุณมากนะฮะ............พี่กี้อย่าลืมทานข้าวทานยาแล้วพักเยอะๆนะฮะ” น้องเค้าพูดกับผมก่อนจะปิดประตูลงอีกครั้ง 

“คับผม” คือผมยืนพูดกับบานประตู .....จะรีบปิดไปไหน 



ถึงห้องผมพลิกซองยาไปมา มียาแก้อักเสบที่ต้องกินก่อนอาหาร โอเค กินเลย ทรมานมาก คือผมเป็นคนกินยายาก ยาเม็ดเดียวกินน้ำนำไปก่อน 1 แก้ว แล้วเหลืออีกสามเม็ดหลังอาหาร ต้องนอนรออีกครึ่งชั่วโมง นอนรอนี่สบายมาก แต่ยาหลังอาหาร เอิ่ม แอบเหลือบมองไปที่ครัว เอาวะ เหมือนจะมีบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่แม่ซื้อยัดใส่กระเป๋ามาให้อยู่ ผมเคลิ้มหลับไปพักใหญ่ เหมือนไข้จะขึ้นอย่างเต็มรูปแบบ ความซวยมาเยือนแล้ว



ก๊อก ก๊อก


เหมือนผมฝันว่ามีคนมาเคาะประตูหน้าห้อง แล้วในฝันผมก็เดินไปเปิดแล้วก็มานอนต่อ


ก๊อก ก๊อก ก๊อก 


เปิดแล้วยังจะเคาะอีกทำไม คนจะนอน แต่เสียงเคาะประตูที่ดังอีกเรื่อยๆ ก็ทำให้สะดุ้งตื่นในที่สุด ผมเดินหลับตาไปเปิดประตูอย่างเพลียๆ 


“พี่กี้.........โอเคอยู่รึเปล่าคับ” เสียงคุ้นๆ ผมยังครึ่งหลับครึ่งตื่น

“หือออ..............ไม่โอเค ใครอะ”

ผมขยี้ตาและพยายามเบิ่งดูคนหน้าห้องว่าเป็นใคร เฮ้ยย น้องอุคกี้ มาไงเนี่ย


“ผมเองฮะ .........พี่กินยาไปรึยัง ผมเอาซุปมาให้”

“กะ กินแล้วคับ......เอ่อ แต่ยังกินไม่หมด เลย” ผมเริ่มมีสติขึ้นมา..........บ้าง

“พี่กี้ไหวมั๊ย ดูเหมือนจะเพลียๆนะฮะ ขอโทษนะ” น้องอุคจะขอโทษผมทำไม อ่อ มือเล็กๆทาบลงบนหน้าผากผมแล้วรีบชักกลับทันที

“พี่ตัวร้อนมาก .....” ผมยังไม่รู้จะพูดอะไร มันเพลียๆมึนๆ รู้แต่ว่าน้องเค้าดันผมเข้ามาในห้องแล้วเดินตามเข้ามาด้วย ถ้วยซุปในมือถูกวางไว้ที่โต๊ะหัวเตียง ผมล้มตัวลงนอนอย่างเดิม แต่แล้วคนที่ยืนอยู่ก็เขย่าตัวผมเบาๆ เหมือนจะปลุกให้ตื่น


“พี่กี้ฮะ พี่กี้ พี่ต้องทานซุปแล้วทานยาก่อนนะฮะ”


“อื้อ.....ไม่กินได้มั๊ยคับ พี่จะนอนแล้ว”


“ไม่ได้ฮะ พี่ลุกมาเดี๋ยวนี้นะ”







TBC.

[SF] -It's u - KyuRyeo EP.2

posted on 12 Aug 2010 07:08 by missmillet

 

 

 

 

การขึ้นลิฟท์คนเดียวตอนใจเต้นแรงนี่มันเสียวพึลึก


พอเข้าห้องได้ผมก็เอาเสื้อกับกางเกงยัดใส่ตู้เสื้อผ้าตามเดิม กระโดดลงนอนบนเตียง ดังตุ๊บ! (เหมือนจะน่ารัก ) ยอมรับว่าแปลกใจนิดหน่อย จริงๆก็มากเหอะ น้องทอมนี่ตกลง ผู้ชายว่ะ ฮ่าๆๆๆ กุเครียดดดดด ผู้ชายไรหน้าหวานเว่อร์ เสียงก็ด้วย คงไม่ใช่ผมคนเดียว ที่คิดแบบนี้ เอาสิ กุมั่นใจ อ๊ากกกก.... แล้วนี่ผมไปยุ่งอะไรกับเค้า 


หลับดีกว่า ... วันนี้ก็นอนว่างอีกวัน 



หลับตา~


พลิกซ้าย~


พลิกขวา~


เฮ้ย......ไม่หลับอะแม่ง หน้าน้องทอมนี่กวนกุจริง พี่บอกว่าไม่ได้คิดอะไรคับน้องคับ พี่เป็นผู้ชาย น้องก็ผู้ชาย ถ้าคิดไรจริง พี่ก็เกย์ละค้าบ จุดนี้ o_O (คือเหมือนน้องทอมเค้าก็ไม่ได้ไรกับแกนะ ... วิตกเว่อร์ไปละ)



เกย์ !!! 




กุไม่ได้เป็นเกย์ อันนี้ชอยเพื่อนผมยืนยันได้ ผมกับมันจีบหญิงเก่งขนาดไหน ตอนอยู่มหาลัย เอาเป็นว่าไม่ต้องพูดถึง ว่าแล้วก็โทรหามันดีกว่า ... เอาเข้าจริงผู้ชายที่ผมคุยด้วยมากที่สุด คือมันนี่แหละ ถ้าผมจะเป็นเกย์จริง ผมว่าจะเลือกมันนะ หล่อ รวย สเป็กกุเลย ชอยเอ๋ย ก๊ากกก มึงว่าดีมั๊ยวะ

(กุว่าไม่ดี......ชอยตอบ)



ตุ๊ดดดดดด...............ตุ๊ดดดดดดด..........ตุ๊ดดดดดดด 



สามตุ๊ด ฟังแล้วก็สะเทือนใจ วาง ! ชอยแม่งยุ่งจริงอะไรจริง ถึงขั้นไม่รับโทรศัพท์ ผมดูงุ่นง่านเหมือนตัวอะไรจะคลอดลูกไปนะ หรือผมจะชอบน้องทอมนั่นเข้าให้แล้ว ไม่มั๊ง .... แต่แบบมัน.......ยิ้มน่ารักว่ะ ...เอาแล้วไง



สุดท้าย ผมก็ไม่ได้หลับหรอกนะ มัวแต่นั่งคิดถึงหน้าน้องทอมลอยไปลอยมา ตั้งแต่เลิกกับเด็กปี2 ตอนที่เรียนจบพอดี ก็ไม่ได้มีเวลาไปจีบใคร คือจริงๆเวลาอะมี เพราะว่าง แต่ไม่รู้จะจีบใครน่ะสิ พอย้ายมาอยู่คอนโด มันก็พลอยไม่ได้เจอใครไปด้วย ปกติผมไม่ว่างนานขนาดนี้นะ คิคิ ถ้าอยุ่หอที่มหาลัย อย่างน้อย ต้องมีเจ้าของร้านซีร๊อคใต้ตึกกรี๊ดละหนึ่ง เอิ๊กกก........ (กุยังไม่หยุดโม้......แต่มันเรื่องจริงแค่อยากเล่า )



ผมฆ่าเวลาด้วยการเก็บเลเวลในเกมส์ สตาร์คราฟไปเรื่อยๆ (ฟิคทุกเรื่อง หาว่ากุติดเกมส์ ตลอด -_-) ลืมไปเลยตั้งแต่เช้ายังไม่มีอะไรตกถึงท้อง ออกไปหาอะไรกินข้างๆคอนโด คงดีกว่านอนหล่อไปมาอยู่บนเตียง 




ก่อนออกจากห้องผมไม่ลืมเปลี่ยนจากกางเกงเตะบอลย้วยๆมาใส่ขาสั้นตัวใหม่แทน คือให้ออกไปสภาพนั้นแลดูแย่เอาการ เหมือนพวกเด็กติดเกมส์ที่พ่อแม่ไม่ไหวจะเคลียร์แล้ว อะไรเทือกนั้น .......ซึ่งผมไม่ใช่อย่างนั้น ไม่ได้ติดไรมาก จริงๆ 



ตอนนี้ผมยืนหันซ้ายหันขวาอยู่หน้า ปลาชะโด คอนโคมิเนี่ยม ( บันชาโดมั๊ย......นั่นว่าแล้วต้องมีคนแก้ เคร้งงง !! ) จากการย้ายมาอยู่ที่นี่เกือบสองเดือน ผมได้พบว่าไม่เคยกินข้าวแถวนี้เลย( แล้วกุดำรงชีวิตด้วยอะไร!) ตอบ...ส่วนมากออกไปกินกะไอ้ชอยมัน ตอนนี้เลยงงแดกนิดหน่อย จะกินอะไรดีว๊า .......แต่





คิดถึงชอย ชอยก็มา นั่นไง เนื้อคู่กุหรือเปล่า .....




How to keep loving you? แนกา ชินจา เนเก จารัลเก อีแตโร นัล ซอกกยอ ทูจีมา!!!

หนนี้ไม่กล้าสไลด์ อายคน O_o



“ไงมึง ว่างแล้วหรอ”


“เออ เพิ่งว่างเนี่ย คิคิ มึงโทรมาไม” ตายห่า ตอนนั้นผมคิดไรไม่ออก เลยโทรไปหามัน คือ นึกขึ้นได้ ว่าจะโทรไปเรื่องน้องทอม คือกุไม่ได้อยากเล่าแล้วว่ะชอย


“ไม่มีไรแล้วว่ะ ฮา แล้วมึงเป็นไร หัวเราะคิกคักเหมือนคนบ้า ” น้ำเสียงมันด้วยครับ ดูลั๊ลลาเกินปกติ แดกไรผิดมารึเปล่า 

“อ้าวไอ้สัด กุนึกว่ามีไรนักหนา เสียเวลากุจริงๆ เอาวะวันนี้กุอารมณ์ดี ไม่ถือสา ”



“พนักงานห้างอย่างมึง มีสิทธิ์ถือสากุด้วยหรอวะ ”


“ไอ้เลว เออกุคงสู้วิศวกรแบบมึงไม่ได้ กุขอโทษนะครับ คุณโจวคยูฮยอน ”


“เออ รู้ตัวก็ดี ชเวซีวอน”


“ควายจริงมึง กุจะฟ้องพ่อไม่ให้รับมึงเข้าทำงาน คอยดู”


“อย่ามาเลว พรุ่งนี้เจอกัน แต่ตอนนี้ลัคกี้หิวมากคับ ลัคกี้ต้องไปหาไรแดกก่อน ”


“เออรีบไปให้ไกลๆตีนกุคับน้องลัคกี้ สันดาน”




เชี่ยชอยเอะอะจะใช้กำลังตลอด ถือว่ามีซิกแพคหรอวะ (เกี่ยวไรกับซิกแพค..) เดี๋ยวผมจะไปฟิตมามั่ง แต่ตอนนี้ก็หล่อเกินไปละ งั้นพักไว้ก่อนโปรเจคนี้ -_- คือสรุปผมจะกินอะไรดี ยังคิดไม่ออก 


อ้าว ห่าแล้ว ห่าจริงๆ มาเป็นห่าเลยครับ ฝนจะมาตกอะไรตอนนี้ ไม่มีส่งสัญญาณอะ กุไม่มีร่ม ขอร้องงงงงงง ผู้ชายหล่อๆที่ไหนจะเดินพกร่มไปไหนมาไหน 





แต่......ผู้ชายน่ารักๆ ก็ไม่แน่




ถูกครับทุกคน น้องทอมของผม เดินกางร่มตรงมาแล้ว ผมยืนเอามือบังฝนหันไปหันมา ทำตัวลุกลี้ลุกลนเข้าไว้ 

...ทำทำไมก็ไม่รู้ ก๊ากกก 



“อ้าว พี่นะเอง” ทำเพราะอย่างนี้ไง ...... เด่นเลย น้องทอมยังรีบทัก คิคิ


“อะ หวัดดีครับ ” น่ารักจังวะเด็กเวนนี่ ยิ้มตลอดเหอะ ยิ้มไรนักหนา 


“ฝนตกแล้วฮะ เข้ามาในร่มก่อนมั๊ย เดี๋ยวจะเปียกนะ” โว้ย พูดซะยาว เข้าครับเข้า คือเปียกจะหมดแล้วไม่ใช่ไร


“ขอบคุณครับ น้อง........” ที่จริงกุรู้จักชื่อมึงแล้วว่ะไอ้ตัวเล็ก กุฟอร์มบ้างไรบ้าง คล้ายๆว่าจะดูหล่อขึ้น.....


“เรียวอุคคับ .....คิมเรียวอุค” อ๊ายย ยิ้มอีกและ เครียดดดดดด


“……..” อ่าวเงียบ ไม่อยากรู้จักชื่อพี่บ้างหรือยังไง


“พี่ชื่อ คยูฮยอน ครับ โจวคยูฮยอน ” ไม่ถามแต่กุจะบอก มีไรมะ 


“ (^_____^ )” อ่าวยิ้มใส่อีก ..... ไม่ได้เป็นใบ้ไม่ใช่หรอ


“ มีไรติดหน้าพี่รึเปล่าคับ ” 


“เปล่าฮะ แต่เมื่อย แฮ่ ....พี่ตัวสูงอะ ” อ้าววว เวน ลืมไปครับตั้งแต่เข้ามาในร่มน้องเรียวอุคคนสวยก็ยืดแขนกางร่มจนสุดเลยว่ะ พี่ขอโทษษษ


“เอ๊ยย ขอโทษๆๆ มาพี่ถือเอง ”



ผมดึงร่มมาถือไว้เองคับ คือปล่อยให้น้องเค้าถืออยู่นานเลย กุนี่ก็ยืนสบายเชียว แมนเห้ๆ งานนี้ แต่ตอนนี้ไหนๆผมก็เปียกไปครึ่งตัวแล้วอะ ผมก็เลยเอียงร่มไปทางน้องเค้าเต็มที่เลย ถ้ามองจากด้านหลัง ท่านจะเห็นผู้ชายที่ข้างหลังยังหล่อ ใส่เสื้อยืดสีขาว ที่เปียกไปครึ่งตัว เอียงร่มไปทางผู้ชายตัวเล็กๆ ที่ใส่เสื้อเชิ๊ตลายสกอต จนสุดตัว ในขณะที่ฝนตกพรำๆ เท่ห์โคตรอะ .....




“อ๊ะ......แล้วพี่คยูฮยอนจะไปไหนละฮะ” 


“อ๋อ....จริงๆพี่จะมาหาอะไรกิน แต่ก็ไม่รู้จักร้านแถวนี้เลย”


“งั้นไปร้านโน้นด้วยกันมั๊ยละฮะ” น้องอุ๊คชี้มือไปสุดแขน ผมมองตามไป เหมือนคล้ายๆร้านเบเกอรี่ คือกุจะกินข้าววววว


“อ้อ นั่นอะหรอ โอเค ไปก็ไป”


“จริงๆ ผมจะไปซื้อเค้กนะฮะ .....แต่พี่คยูฮยอนไม่ต้องกลัวเค้าขายอย่างอื่นด้วย พวกสปาเก็ตตี้ อะไรแบบเนี้ยอะ” เวลาน้องเค้าพูดยาวๆ นี่น่ารักแฮะ ผมก็มองปากที่งับๆอยู่ซะเพลินเลย 


“จริงๆ เรียกพี่ว่ากี้ก็ได้นะ ” น้องเค้าดูลำบากในการออกเสียงชื่อเท่ห์ๆของผม ชื่อลูกผู้ดีอะนะ อ่านยากซักหน่อย


“กี้ ..... มาจากไหนฮะ ”


“ลัคกี้อะ ....ชื่อเล่น พ่อตั้งให้” ผมยิ้มคืนไปบ้าง หายกัน ยิ้มให้ผมตั้งแต่อยู่ในร่มคันเดียวกันและ


“อ่อ งั้น ต่อไปเรียก พี่กี้ นะฮะ”


“ครับ.........อุคกี้” เหอะๆ ตั้งชื่อให้เองเสร็จสรรพ


“อ๊ะ......” ไม่ต้องทำหน้าอย่างน้านนนน


“อุคกี้.....อุคกี้” ผมแกล้งพูดลอยๆ


“อ่า....เอางั้นหรอฮะ”


“อาฮะ เอางี้แหละ”



อ่าวอย่ารีบเดินสิคับน้อง เดี๋ยวจะเลยร่ม เปียกกันหมดพอดี ดูท่าทางน้องอุคจะเขินผม รีบเดินเลย ผมงี้สับขาตามแทบไม่ทัน แล้วก็มาถึงแล้วครับ ร้านขายเค้กที่ขายอาหารอย่างอื่นด้วย เช่น สปาเกตตี้อะไรแบบเนี้ย ตามที่น้องอุคบอกอะนะ ผมผลักประตูกระจกค้างไว้แล้วก็เอี้ยวตัวหลีกให้น้องเค้าเข้าไปก่อน น้องอุคโค้งให้ผมทีนึงก่อนจะดันตัวเองเข้าไป ส่วนผมหลังจากสะบัดน้ำจากร่มพอเป็นพิธี ก็เดินตามเข้าไปบ้าง




เดินเข้ามาในร้านปุ๊บผมถึงกับหน้าชา ทำไมนะเหรอ ก็ตัวผมเปียกเหมือนลูกหมา เจอแอร์ในร้านเข้าแบบนี้ก็เหวอล่ะครับ อย่างเย็น เสื้อก็เปียก ไม่น่าโชว์พระเอกเลยคิดไปคิดมา .... แต่ไอ้ตัวเล็กนั่นเข้าร้านปุ๊บก็พุ่งไปหาตู้กระจกที่มีเค้กตั้งสลอนอยู่เต็มไปหมดทันที ผมจะยืนอยู่ก็เขินๆ เดินตามไปบ้าง


“โอ๊ย น่ากินอะ” ไม่ใช่ผมนะ 


“อื้ม พี่กี้จะกินอะไรฮะ หาที่นั่งก่อนมั๊ย” เออ นึกว่าลืมกันแล้ว ขอบใจที่ยังมีใจหันมาถาม


ผมหันรีหันขวาง ก็เจอโต๊ะว่างอยู่มุมไกลๆ คนก็ติดฝนอยู่ในร้านเยอะซะด้วย กุจองแล้ววว โต๊ะนั้น อย่าเชียวนะ พวกมึง


“งั้นพี่ไปรอตรงโน้นนะ เห็นปะคับ”

“อ่อ โอเคฮะ เดี๋ยวตามไป” เหมือนน้องเค้าไม่เอาโลกแล้ว ตอนนี้จะเอาเค้กท่าเดียวอะ 



ผมมานั่งรอที่โต๊ะพยายามจะหาที่วางร่มเหมาะๆ ก็ไม่รู้จะวางตรงไหนดี แต่พนักงานเสิร์ฟของร้านก็เดินมาทันช่วยชีวิต พอดี 

“ ร่มมีที่แขวนข้างหน้า ..เดี๋ยวจะเอาไปแขวนให้นะคะ ” พนักงานร่างอวบพูดจ้อยๆ พร้อมยื่นเมนูให้ผม


ผมพลิกเมนูไปมาสองสามที สารภาพว่าไม่ได้ดู ตอนนี้หิวตาลาย เอาเป็นว่ากินสปาเกตตี้อะไรแบบเนี้ย ละกัน 


“ สปาเกตตี้คาโบนาร่า ที่นึงครับ อ่า แล้วก็น้ำเปล่า ไม่เย็น” 



พนักงานทำท่าจดยิกๆ แล้วริบเมนูและไม่ลืมที่จะหยิบร่มเดินจากไป ผมเริ่มเอามือกอดอก มันหนาวจริงๆนะนี่ ช่วยลดแอร์ลงหน่อยได้มั๊ย กุจะแข็งตายแล้ว


“ ชอคโกแลตร้อนฮะ ” ก่อนที่ผมจะแข็งตายจริงๆ ก็มีแก้วสีขาวใหญ่ๆ ควันฉุยมาจ่อตรงหน้าซะก่อน เออว่ะ หนาวแบบนี้กินอะไรอุ่นๆท่าจะดี ทำไมแค่นี้กุคิดไม่ออก 


“ขอบคุณคับ” ผมรับแก้วนั้นมา จากคนตรงหน้า มองเค้าวางกล่องเค้กแล้วค่อยๆนั่งลงฝั่งตรงข้าม จิบชอคโกแลต ควันฉุยไปหนึ่งอึก เชี่ยร้อนนนนนน โอ๊ยยยยย หมดกัน ผมซี๊ดปาก ไล่ความร้อน เครียดเหอะบิ๊วมาอย่างดี ทะลึ่งไม่เป่าก่อนซะนี่กุ เซงเลย ไอ้ตัวเล็กนั่งหัวเราะคิกคัก เออ เอาเข้าไป แต่มันยังน่ารัก นี่สิประเด็น ~



สรุป วันนี้ผมก็เลยได้กินสปาเกตตี้ (อะไรแบบเนี้ย คณะประสานเสียงพูดพร้อมกัน -_- ) แกล้มกับชอคโกแลต ร้อนควันฉุย แล้วยังได้คุยกับ คุณคิมเรียวอุค ที่เป็นลูกเจ้าของ ปลาชะโด เอ๊ย บันซาโด คอนโดที่ผมอยู่ น้องอุคกี้ เป็นนักศึกษาปี1 คณะบริหาร มหาลัยเดียวกับที่ผมจบมา แถมยังเป็นลูกศิษย์ของพ่อผมซึ่งสอนอยู่คณะนั้นพอดี หึหึ (ยิ้มแบบเจ้าเล่ห์) ;) 

แล้วร้านซักรีดฟลอร่านั่น เมื่อก่อนมันเป็นร้านดอกไม้จริงๆ พอดีเจ๊ง คุณแม่เค้าเลยเปิดเป็นร้านซักรีด แต่ยังไม่ได้คิดชื่อร้านเลยใช้อันเดิมไปก่อน คนทั้งคอนโดรู้กันดี (ยกเว้นกุ-*-) วันนี้ว่างๆน้องเค้าเลยลงมาช่วยรับโทรศัพท์และรีดผ้าให้ผมเพราะ พนักงานลาไปโรงพยาบาลพอดี อ่อ ลืมไป ห้องที่คุณคิมเรียวอุคพักอยู่ชั้น10 ติดกับห้องของ คุณโจวคยูฮยอนพอดี๊ หึหึ (แสยะยิ้มมุมปาก)





‘ฮัดเช้ย!!!!’ ผมนอนจามอยู่บนเตียง และกำลังกดโทรศัพท์ไปหา



ไอ้ช้อยยยยยยยยยยยย 






TBC.

[SF] -It's u - KyuRyeo EP.1

posted on 12 Aug 2010 07:05 by missmillet

 

 

 

 

ถ้าคุณเคยเห็นใครแล้วร้อง ‘เฮ้ยยย แม่งหล่อ’


นั่นล่ะ คำนั้นเลยที่จะต้องร้องออกมาเมื่อเจอผม คิคิ 



ผม โจวคยูฮยอน ครับ ตอนนี้อายุ 22 แล้ว เพิ่งเรียนจบอะนะ ยังหางานไม่ได้เวนจริง โชคดีมีเพื่อนรวย เป็นลูกเจ้าของบริษัท แต่หล่อน้อยกว่าผมติ่งนึง ( คิดกันเอาเองติ่งนึงนี่ประมาณไหนอะไรยังไง) ผมขี้คร้านจะวิจัยมลพิษในกรุงโซลแล้ว จึงตัดสินใจลดศักดิ์ศรี ที่ไม่ค่อยจะมีอยู่แล้วบากหน้าไปของานทำที่บริษัทผลิตรถยนต์ของเพื่อน คนที่คุณๆคิดกันแหละครับ ชเวซีวอน แม่งรวยแล้วยังจะหล่อ ผมแอบอิจฉามัน ! จริงๆพ่อมันนั่นแหละชวนผมไปทำงานตอนเรียนจบใหม่ๆ แต่ด้วยความติส ผมเลยกะหาเองก่อน ติสได้สองเดือนเริ่มไม่มีไรจะแดกคับ เลยทำทีว่าจะไปสมัครงาน ที่คิดว่าได้อยู่แล้ว ก๊ากก ลองไม่รับกุสิ กุร้องจริงๆ เอา!



“โหล ชอย พ่อมึงจะให้กุเข้าไปกี่โมงวะ สรุป ” 


“โหมึง ล่อนามสกุลกุเลย พ่อกุว่างตอน 10 โมงอะ มึงเข้ามาดิ”


“คือกุถามไรหน่อย นี่พ่อมึงจะสัมภาษณ์กุเองเลยหรอวะ กุแม่งประหม่านิดๆ”


“ควาย มึงก็เคยเจอพ่อกุนี่ เค้าแค่อยากคุยกับมึงละมั๊ง อันนี้กุไม่รู้ว่ะ เฮ้ย แค่นี้ก่อนมึง พ่อกุให้ไปดูห้าง”


“สัดเดี๋ยวววว ไอ้ช้อยยย ”


ตรุ๊ดๆๆๆๆๆ


มันวางสายไปแล้วครับ เลวจริงแม่ง อย่างที่รู้กันครับ (รู้ตอนไหน) นอกจากพ่อมันจะมีบริษัทผลิตรถแล้ว ยังจะเป็นเจ้าของห้างอีก รวยไม่แบ่งกุเลยเหอะ ตระกูลนี้ แล้วได้ข่าวว่ามันนี่แหละที่พ่อมันมอบหมายให้ไปดูแลห้าง ฮยอนแด ~ คือโจวคยูฮยอนรู้สึกอิจฉามาก จุดนี้ แต่ทำไงได้ ผมก็คนมีความรู้นะว่าไป เรียนจบวิศวะนะเว้ย ถึงจะกระท่อนกระแท่นก็เถอะ แต่ผมหล่อกว่า อันนี้ยืนยัน หรือใครจะเถียง (กรุ กรุด้วย กรุอีกคน ~) ใครวะ ฮ่วย!





คือยังไงดี ผมเพิ่งเรียนจบอะ เสื้อผ้าก็มีแต่ชุดนักศึกษาที่เรียบร้อยที่สุด นี่คุ้ยจนตู้จะพังแล้ว ถึงได้เห็นว่ามีเสื้อเชิ้ตสีฟ้าอยู่ตัวนึง แต่แบบยับอย่างแรง คือปกติผมไม่ได้รีดผ้าเอง ทำอะไรไม่เป็นว่างั้นเถอะ เห็นอย่างนี้คุณหนูนะไม่อยากจะบอก แล้วตอนอยู่มหาลัยก็ส่งซักใต้หออะนะ แต่นี่ผมเพิ่งย้ายมาอยู่คอนโด ยังไม่รู้ที่ทาง แล้วคือเตารีดก็ไม่มีไง จบข่าว เสื้อผ้าหมักหมมไว้เต็มตะกร้าว่างั้นเถอะ ทำไงดียืนพิงตู้เสื้อผ้าแบบหล่อๆ คิดอยู่พักใหญ่ 



“ เอ่อ สวัสดีครับ ” กรอกเสียงลงไปอย่างหล่อเหอะ กรุจะเก็กเพื่ออะไร


“บันชาโด คอนโดมิเนี่ยม สวัสดีฮะ ” ทอมที่ไหนรับสาย เสียงหวานไปปะ


“คะ คือ ที่นี่มีซักรีดปะครับ ” อยู่ดีๆก็ติดอ่างซะงั้น ไม่เคยเลยซักครั้ง


“อ๋อ มีฮะ อยู่ข้างล่างตึกเลยฮะ ” เวน นี่กุไม่เคยสังเกตเลยว่างั้น -_-“


“อ่า...ขะ ขอบคุณนะครับ ” เขินเสียงน้องทอมนี่จริง ๆ กินน้ำตาลเป็นอาหารเหอะหวานแบบนี้ เครียด




ผมหยิบเสื้อเชิ้ตสีฟ้า กางเกงสแลคสีดำ กดลิฟท์ลงมาชั้นล่างสุด แต่แล้วก็งงแดก ไหนวะซักรีดของน้องทอม อำกุปะเนี่ย มิน่าไม่เคยเห็นเลย พยายามเดินวนดูอีกฟาก ก็ไม่เห็นจะมีป้ายร้านไหนเขียนว่า Laundry รับซักผ้า รับขยี้ผ้า หรือรับซักกางในเลยซักร้าน ไรวะ น้องทอม หลอกกุจริงๆด้วย แม่งงงงง คือจะ 10 โมงแล้วไง เรื่องของเรื่อง


ผมปรี่ไปที่เคาต์เตอร์ เพื่อไปหาน้องทอม ตัวต้นเหตุ กะถามหน่อย ไหนค้าบบซักรีดของเมิง คือพี่รีบอะเธอ


“สวัสดีค่ะ ” อ้าวสาวแตกแล้วหรอ ตะกี้ยังทอมฮะอยู่เลย กุงงมากสัด


“เอ่อ ร้านซักรีดอยู่ตรงไหนครับ”


“หันซ้ายนะคะ เดินตรงไป หน้าร้านมีป้ายเขียนว่า Flora ค่ะ ”




ฟลอร่า ห่านเป็ด ชื่อแบบนี้แถวบ้านเป็นร้านดอกไม้เหอะ กุเครียดกับคอนโดนี้ ช่วยตั้งอะไรที่เข้าใจเลยทีเดียวได้ปะ จบวิศวะ แต่ก็โง่นะบางที คิดซับซ้อนไม่เป็นอะ โอ๊ยยยย ทอมหลอกโจว เด๋ว เตะขาหัก



“ ซักรีดใช่มั๊ยครับ ” เจ้าของร้านแม่งก้มงุดๆอยู่หลังเคาท์เตอร์ คือลูกค้ามาเห็นปะ


“ ฮะ ” เฮ้ยยยย เสียงน้องทอม จำได้ แล้วทำไมเหมือนผู้ชายชิป แล้วยิ้มทำไมละนั่น น่ารักดี เอ๊ยไม่ใช่ ๆๆๆ


“คือ เอาเสื้อผ้ามาให้รีดคับ ขอแบบด่วนๆ ” น้องทอมยิ้มใส่อีก ยิ้มเพื่ออะไร เซอร์วิสมายด์หรอ พอก่อนๆ พี่เริ่มแปลกๆ


“ได้ฮะ พี่นั่งรอก่อนสิฮะ ” 


น้องทอมหยิบเสื้อผ้าที่ผมยื่นให้หายไปหลังร้าน ผมเลยหันมองรอบๆร้านดอกไม้ เอ๊ยร้านซักรีดร้านนี้ คือเอาเป็นว่าร้านมันไม่มีส่วนไหนบ่งชี้ว่านี่คือซักรีดอะ ให้ตาย ผมเดินไปนั่งที่โซฟาอีกมุมหนึ่งของร้าน ดูไปดูมานี่คล้ายๆร้านกาแฟ ห้องสมุดเล็กๆ หรืออะไรนี่แหละซัมธิง เอาวะ เค้าบอกซักรีดก็ซักรีด กุจะสงสัยทำไมเนี่ย แลดูว่าง


How to keep loving you? แนกา ชินจา เนเก จารัลเก อีแตโร นัล ซอกกยอ ทูจีมา!!!สไลด์ไปเต้นอีกฟาก เลียนแบบกี้ :lol: 


เฮ้ย เสียงมือถือผมดัง แม่งตกใจหมด กำลังคิดถึงน้องทอม เอ๊ย คิดอะไรเพลินๆ


“โหล มีไรคับคุณชายช้อย ”


“แม่งเรียกกุดีๆ นี่มึงออกมายังวะ”


“ยังสิสัด ไหนมึงบอก 10 โมง”


“เออดีและ คืองี้ พ่อกุอะ เค้าติดประชุมว่ะ เค้าบอกว่าเมิงค่อยไปหาเค้าพรุ่งนี้ละกัน เวลาเดิม”


“อ้าวหรอ ห่านี่กุอุตส่าห์รีบ”


“รีบบ้านอัปป้ามึงสิ ป่านนี้ยังไม่ออก อย่ามาตอแหล”


“สัด แล้วมึงอยู่ไหน ห้างปะ เดี๋ยวกุไปหา ”


“เออ อยู่ห้าง แต่มึงไม่ต้องมา กุไม่ว่าง เจียดเวลาโทรมาหามึงแค่นี้แหละ”


“ไรวะมึง กุไม่เห็นมึงต้องทำอะไร นี่มึงซ่อมบันไดเลื่อนห้างเองหรือไงวะ สาดด ดุยุ่งเกินจริง”


“เชี่ยและ กุมีนัดแล้วว่ะ คิคิ พรุ่งนี้ดิ มึงออกมาอยู่แล้วนี่”


“เออๆ กุไม่ยุ่งกับชีวิตมึงและ พรุ่งนี้กุจะเจียดเวลาไปหามึงเอง ห่า ”


“แม่งล้อเลียน แค่นี้แหละ ”



ผมกดวางโทรศัพท์จากเพื่อนเวนเสร็จ ก็เหลือบเห็นน้องทอมยืนอยู่ตรงหน้าโซฟาแล้ว อ้าวน้อง มาก็ไม่บอก มายืนน่ารักอยู่ทำไม เดี๋ยวพี่ลองจีบทอมแล้วจะยุ่ง เอ่อ ผมพูดเล่นนะครับ บ้าหรอ ไม่เคยคิดอะ เครียดดดดดดดดด


“เสื้อพี่เสร็จแล้วฮะ” น้องทอมยื่นเสื้อและกางเกงสแลคที่รีดเรียบร้อย ให้ผม กลีบกางเกงจะคมไปไหน ใส่แล้วจะบาดขากุมั๊ย -*-


“อะ อ่อ ครับ ” ผมรับแล้วก็รีบหลบตาทันที กุเครียดตัวเอง น้องทอมนี่ตาหวานจริง น้องง่วงหรืออะไร อย่ามาเยิ้มใส่พี่สิครับ 

“ พี่ขอทางด้วยครับ ” น้องทอมยังยืนขวางอยุ่ คือผมไม่รีบแล้วก็จริง แต่ก็นั่นแหละเสร็จแล้วนี่จะอยู่ทำไม


“แฮ่ 3000 วอนฮะ” อ๊ายย (เผลอร้องแบบตุ๊ด) หน้าแหก กะรีดฟรีซะงั้นผม


“อ่อ ฮ่า ขอโทษครับ พี่ลืม” ผมรีบหยิบเงินยื่นให้น้องทอม เลยครับ โหย อายอะ กะเก็กหล่อ พลาดซะงั้น





อายซะขนาดนี้แล้ว ต้องรีบย้ายตัวเองออกมาอย่างด่วนครับ เซงจริง สรุปวันนี้ผมก็รีบเก้อ ตื่นเต้นแทบแย่ แต่ก็ดีเหมือนกัน บอกตรงๆผมออกจะเกร็งพ่อของไอ้ช้อยมันอยู่ ผมเคยไปบ้านมันบ่อยก็จริง เคยเจอพ่อมันก็หลายครั้ง แต่ไม่เคยต้องเป็นทางการแบบนี้ นี่ครับ เอาวะ ได้ทำใจอีกวันนึงก็ดีเหมือนกัน


ในขณะที่ผมคิดอะไรเพลินๆ รอลิฟท์อยู่




“คุณ คิมเรียวอุคคะ คุณแม่โทรมาเรียกค่ะ”



คิมเรียวอุค ชื่อผู้ชาย ใครวะ 





อ่าวเฮ้ย....................
น้องทอม !!!!







TBC.

 

Talk

 

เรื่องนี้ออกจะหุยฮา บ้าบอมาก อ่านขำๆ คิคิ 

 

 

 

 เม็ดฝน~ ที่ยังคงตกเปาะแปะตั้งแต่ย่ำรุ่ง จนเช้าตรู่ของวันใหม่ ทำให้สายลมเย็นๆมาปะทะผิวกาย 


เมื่อชายหนุ่ม ลองแง้มประตูร้านออกไปสำรวจบรรยากาศด้านนอก เขาสูดหายใจเอาไอฝนเข้าเต็มปอด 




สดชื่น~ ความรู้สึกแรกที่ได้สัมผัส 




ละอองน้ำเม็ดเล็กๆ ที่เกาะอยู่ตามผนังกระจกของร้าน กำลังไหลลงมาเป็นทางยาว ราวกับผ้าม่านสีใส 

ที่มาตกแต่งให้ร้านของเขา ดู สวยขึ้น ด้วยความ บังเอิญ 



บังเอิญ ~ 





อากาศไม่ถึงขั้นขมุกขมัวราวกับจะมีพายุใหญ่ เพราะนี่เป็นเพียงฝนหลงฤดู มาเท่านั้น 

เจ้าของร้านหนุ่มยืนมอง ป้ายหน้าร้านที่เขารังสรรค์ขึ้นมาเอง ตัวอักษร OPEN สีฟ้า บนพื้นไม้สี่เหลี่ยมสีขาว 

ถูกพลิกกลับมาอย่างไม่ลังเล สายฝนพรำๆ นั่นแหละ ที่ทำให้ร้านของเขา ควรจะเปิดให้บริการตามปกติ.. 


สถานที่อันเงียบสงบ รายล้อมด้วยธรรมชาติ วิถีชีวิตของผู้คนที่นี่ แสนจะเรียบง่าย เนินเขาเตี้ยๆ พอจะมีที่ว่าง 

ให้สิ่งก่อสร้าง คล้ายบ้านหลังเล็กๆปลูกขึ้น จากความตั้งใจ ที่จะให้เป็นที่ พักผ่อน อ่านหนังสือที่ชอบ จิบกาแฟอุ่นๆ 

สำหรับ คนที่นี่ และ.. 



คนที่บังเอิญผ่านมา~ 




โปสการ์ด หรือจะเรียกว่าภาพวาดใบเล็กๆ จากฝีมือเจ้าของร้าน ถูกจัดเรียงอย่างไม่เป็นระเบียบนักอย่างจงใจ

เพราะนี่แหละ ที่เขาเรียกมันว่า ศิลปะ.. ชั้นวางหนังสือขนาดไม่ใหญ่มากในมุมหนึ่งของร้านถูกไม้ขนไก่เนื้อนุ่มปัดไปมา

อย่างเบามือ หนังสือที่ยังคงเรียงกันอยู่อย่างเป็นระเบียบก็ได้รับการทักทายยามเช้า จากความอ่อนละมุนนั้นไม่ต่างกัน

จะมีก็เพียงแต่ หนังสือวรรณกรรมจากญี่ปุ่น ที่ลูกค้าอายุน้อยของเขา ขอวางไว้กับโต๊ะอ่านหนังสือก่อน เพียงเพราะ วันนี้

จะมาอ่านต่อและเธอก็ไม่อยากปีนไปหยิบอีกก็เท่านั้น 






"นึกว่าจะไม่เปิดซะแล้ว "เสียงใสแจ๋วจากผู้ช่วยหนึ่งเดียวของเจ้าของร้าน ยังความตระหนกเล็กๆ 
มาให้ 


"เปิดสิ อากาศแบบนี้ ใครๆก็อยากนั่งอ่านหนังสือ จิบกาแฟอุ่นๆ กันทั้งนั้นแหละ โอกาศทอง เข้าใจ๊?" 


"อื้ม จริงของพี่ เพราะคงสบายมาก ถ้าจิบกาแฟ แล้วก็อ่านหนังสือ...อยู่ที่บ้าน ฮ่าๆ"ผู้ช่วยสาวรุ่นหัวเราะร่วนในขณะพยายามสะบัดละอองฝนจากร่มออกอยู่ตรงประตูร้าน 


"ก็พี่อยากเปิด มีไรมะ โน่น หลังเคาท์เตอร์เลยไป "ชายหนุ่มเชิดหน้า อย่างอารมณ์ดี มือไม้ก็ชี้ไปทางเคาท์เตอร์ประจำร้าน 






~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~ 









ไม่ง่ายเลย ในการจะเดินทางมาเที่ยวคนเดียว ไกลๆ แบบนี้ แถม ฝนก็ยังมาตกปรอยๆแต่เช้าอีกต่างหาก 

ถึงแม้จะไม่ถึงขนาดเทลงมาก็ตามที แต่ถ้ายังคงเดินดุ่มๆไปเรื่อยๆ แบบไม่มีอะไรกำบังอยู่ละก็ มีหวังได้เปียกกว่านี้แน่ๆ 

หมวกแก๊ป ใบเล็กขนาดพอดีกับคนใส่ เป็นเพียงสิ่งเดียวที่พอจะกำบังเม็ดฝน ที่ตกเปาะแปะ ไม่แรง แต่ก็ไม่คิดจะ หยุด 

แต่ทว่า คนตัวเล็ก ควรจะมีซักที่ ที่จะให้เขา ได้ หยุด 


หยุด หลบฝน ~ 




สิ่งกำบังฝนเพียงสิ่งเดียว ถูกดันให้เชิดขึ้นเล็กน้อย เมื่อสายตาเรียวภายใต้แว่นตากรอบเหลี่ยมสีดำของคนตัวเล็ก

เหลือบไปมองป้ายหน้าร้าน 

ร้านกาแฟ ลักษณะ ที่เขาคิดว่า คงจะเป็นเช่นนั้น ใจชื้นขึ้นทันที แต่ยังเช้าแบบนี้ ทำให้หนุ่มน้อยหน้าหวาน 

ลังเลเล็กน้อย เขาถอดแว่น ออกมาเช็ด กับ ชายเสื้อยืด ก่อนจะสวมกลับและอ่านป้ายหน้าร้าน จนแน่ใจว่า 


เปิด บริการ~ 


หนุ่มน้อย เร่งฝีเท้าให้เร็วกว่าปกติ จนพาตัวเองไปยืนอยู่หน้าร้าน และตัดสินใจผลักประตูกระจก ก้าวเข้าไปในตัวร้าน 

ในร้านไม่มีลุกค้าแม้แต่คนเดียว ทำให้เขาเคอะเขิน และเกิดความไม่มั่นใจเสียแล้วว่า เปิดบริการ แน่หรือเปล่า 

แต่ก่อนที่เขาจะตัดสินใจหันหลังออกไปจากจากร้าน 


"รับอะไรดีครับ ?" ชายหนุ่มตัวสูงที่อยู่ดีๆ ก็โผล่ขึ้นมาจากเคาท์เตอร์ ทักทายลูกค้าคนแรกของร้านอย่างอัตโนมัติ 


"เอ่อ..." ลูกค้าที่ตกใจอยู่ไม่น้อยกับเหตุการณ์ตรงหน้า ยังคงละล่ำละลัก 



" เอ่อ ผมทำให้ตกใจหรือเปล่าครับ " เจ้าของร้านยิ้มกริ่ม รอคำตอบจากลุกค้าหน้าหวาน 


หวานจัง~ 


"เชิญนั่งดีกว่าครับ ขอโทษที่ทำให้ตกใจ " ไม่ทันที่คนตัวเล็กจะได้ตอบ เจ้าของร้านก็ออกมาจากหลังเคาท์เตอร์ตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ 

จัดแจง ผายมือไปทางมุมเดียวกับชั้นวางหนังสือของร้าน 


ลูกค้าหน้าหวาน ได้แต่เอามือลูบท้ายทอยป้อยๆ เดินตามไป ตามคำเชิญ 


"แล้วคิดออกหรือยังครับว่า จะรับอะไรดี" ยังคงทำหน้าที่เจ้าของของร้านที่ดีต่อไป 


"เอ่อ งั้น ผมขอ คาปูชิโน่ร้อน แก้วนึง" ลูกค้าเงยหน้าพูดพลางก็ถอดหมวกแก็ปออกไปด้วย 


"....." เจ้าของร้านเหมือนไม่รับรู้ในคำนั้นของลูกค้า 


"พอจะมีแซนวิส หรือขนมปังด้วยมั๊ยครับ " เกิดหิวขึ้นมาหวังจะรองท้องด้วยอะไรเล็กน้อยๆ 


"อะ ..อ้อ มีครับ ๆ รอซักครู่นะครับ ...ลาเต้ร้อน กับ แซนวิสจะมาเสิร์ฟภายใน 5 นาที" 


"ผมสั่งคาปูชิโน่นะ" ลูกค้าแน่ใจว่าไม่ใช่เขาที่พูดผิด 


"ห๊ะ ! อ้อ คาปุชิโน่ กับแซนวิสนะครับ" เจ้าของร้าน เกิดอาการแปลกๆ แค่เห็นลูกหน้าหวาน ถอดหมวก 



บ้าจัง เป็นแบบนี้ได้ยังไง~ 




บาริสต้า ร่างสูง บรรจง ตักฟองฟูนุ่มใส่ลงในถ้วยกาแฟ สีขาวขุ่น ไม่ลืมที่จะโรยผงโก้โก้สีน้ำตาลในขั้นตอนสุดท้าย 

ที่แค่โรยลงไปแล้ว มองคล้ายๆ รูปหัวใจ ด้วยความบังเอิญ 



แค่บังเอิญเท่านั้น~ 




ร่างสูง เช็ดมือ กับผ้ากันเปื้อนที่น้ำตาลอ่อน ที่สวมทับเสื้อผ้าฝ้ายแขนยาวสีขาวเอาไว้ก่อนแล้ว 

ก่อนที่จะ หยิบแซนวิสที่ตัดแบ่งเป็นชิ้นเล็กๆ สามชิ้น วางเรียง บนจานเซรามิคสีเดียวกับแก้วกาแฟ 

ใส่ถาดไม้ รวมกับ กาแฟคาปูชิโน่หอมกรุ่น ยกออกไปเสิร์ฟ อย่างตั้งใจ 


ผู้ช่วยสาว โดนแย่งหน้าที่ ~ 







ฝนข้างนอกยังไม่คิดจะ หยุด แต่โชคดี ที่เขาได้หยุด หลบฝนแล้วล่ะ.... 


มองออกไปนอกร้าน ชื่นชมธรรมชาติผ่านฝ้ากระจก จิบกาแฟอุ่นๆ หอมฉุย ยังความผ่อนคลายจากการเดินทางมาให้ 

ไม่น้อย ....เหลือบไปเห็นหนังสือเล่มไม่หนามากวางอยู่ หวังจะหยิบมาอ่านเล่นฆ่าเวลาในระหว่าง ดื่มกาแฟ 



แต่ทว่า....เขาดันหยิบพร้อมกับมือเล็กนั่นเสียนี่ 



"อ๊ะ ขอโทษจ้ะหนู" 

"พี่ชาย อยากอ่านหรอคะ " 

"อ้อ แค่อยากจะหยิบมาดูเท่านั้นล่ะ " 

"น้องนิ้ง อ่านค้างไว้ตั้งแต่เมื่อวาน ขอน้องนิ้งอ่านต่อนะคะ " 

"ได้เลยสาวน้อย " ไม่พูดเปล่า เขาเอามือไปลูบผม เด็กสาวอย่างเบามือด้วยความเอ็นดู พร้อมส่งยิ้มหวานให้อย่างอ่อนโยน 



ยิ้ม นั้น สร้างความประทับใจให้เจ้าของร้าน ที่ยังยืนมองไม่วางตา ~ 




กาแฟ พร่องลงไปแล้ว ฝนก็เริ่มซาลงมาก แดดอ่อนๆ สะท้อนเข้ามาในร้านพอทำให้อุ่นขึ้น 

ยังไม่อยากลุกออกไปแม้แต่น้อย 

มาที่นี่ ยังไม่รู้เหมือนกันว่า เขา จะพักที่ไหน แววกังวลเล็กน้อยผุดพรายขึ้นบนใบหน้า 

หนังสือคู่มือการเดินทางเล่มเล็ก ที่แสดงชื่อด้านหน้าปก ว่า ปาย ถูกพลิกไปมา หน้าแล้วหน้าเล่า 

แต่ดูเหมือน เขายัง หาคำตอบให้ตัวเองไม่ได้ ....ริมฝีปากบาง จรดเข้ากับแก้วกาแฟ เพื่อจะดื่ม 

ให้หมด ก่อนที่จะตัดสินใจ วางเงิน เอาไว้บนโต๊ะโดยไม่หวังจะเอาเงินทอน หยิบกระเป๋าเป้ ขึ้นสะพาย 

หมวกแก็ปที่ถอดวางไว้ ถูกสวมเอาไว้อีกครั้ง .. 




เสียงหัวใจของเจ้าของร้าน เต้น ตึกตักๆ เห็นทุกการกระทำ ของคนตัวเล็ก ความอ่อนโยนที่มีให้เด็กผู้หญิงตัวเล็กนั่น 

สีหน้ากังวล แต่ยังคงอ่อนหวาน ชวนมอง 


ภาพตรงหน้ากำลังจะผ่านไป 


ลูกค้าหน้าหวานกำลัง จะออกไปจากร้าน 


กำลังจะผ่านเขาไปแล้ว 


ใจเต้นเร็วขึ้นเรื่อยๆ เมื่อมือเรียวนั้น กำลังผลักประตู และ.... 




"ถ้ายังไม่มีที่พัก ที่นี่ มีห้องแบ่งให้เช่า นะครับ!!" 





Fin. 


[SF] ~Very Important Person~ CinTeuk [End]

posted on 12 Aug 2010 04:44 by missmillet
~Very Important Person~ End




ระหว่างทางกลับหอผมหลับสนิทเลยล่ะ อาจจะเป็นเพราะผมเหนื่อยและเพลียมากพอแล้วสำหรับวันนี้ แถมผมยังได้หมอนนุ่มๆ กลับคืนมาแล้วด้วยสิ อิทึกถือว่าทำพลาดมาก ที่ปล่อยให้ผมต้องทนเหงาอยู่นานเกินไป ไม่มีใครที่ไหนจะเห็นคนอื่นสำคัญไปกว่าแฟนตัวเองหรอกนะ ถึงแม้เจ้าพวกนั้นจะเป็นน้อง ก็เถอะ นี่ผมไม่ได้อิจฉาพวกมันหรอก แต่นั่นมันเป็นสิทธิ์ของผมต่างหาก เค้ารู้ตัวอย่างนี้ก็ดีแล้ว ก็เพราะคนที่เค้าต้องห่วง ต้องดูแล ต้องใส่ใจให้มาก ก็คือผมยังไงล่ะ ผมยังไม่เคยเห็นใครสำคัญกว่าเค้าเลยซักที อิทึกนายเคยรู้บ้างมั๊ยเนี่ย

ผมเป็นคนใส่ใจคนที่ผมรัก ในแบบของผม~



“กลับมาแล้วก็รีบพักผ่อนกันล่ะ ซองมินอย่าให้คยูฮยอนเล่มเกมส์ดึกนะ ถ้าถึงเช้าอีกพี่จะตัดสัญญาณอินเตอร์เน็ตของพวกนาย ” ลงจากรถปุ๊บก็ทำหน้าที่คนแก่ทันทีเลยนะ พวกนั้นน่ะโตๆกันแล้วไม่ต้องห่วงให้มากนักก็ได้ 


“ฮะพี่อิทึก นายได้ยินใช่มั๊ยคยูฮยอน ” เจ้าซองมินนี่ดุเหมือนกันแฮะ นึกว่าจะทำเป็นแต่หน้าแบ๊วๆอย่างเดียว


“ เออนา ไปๆ เข้าห้องได้แล้ว ผมไปนะครับพี่อิทึก ” คยูฮยอนลากแขนซองมินเดินนำคนอื่นไปก่อน จะรีบไปทำเวลาเล่นเกมส์ล่ะสิ ผมนะอ่านมันออก จะว่าไป เจ้านี่เป็นสุดยอดสตาร์คราฟ พาร์ทเนอร์ของผมเลยนะ ส่วนผมนะหรอ ขั้นเซียนเลยล่ะ 


“อุคกี้ เร็วเข้า ชั้นจำได้ว่า ยังไม่ได้ให้อาหารเต่าเลย ตายๆๆๆ ตังโกแฟมมิลี่ป่านนี้หิวแย่แล้ว ” เยซอง นายยังเลี้ยงเจ้าเต่าพวกนั้นอยู่อีกหรอ เต่าเป็นสัตว์เลี้ยงได้ยังไงกันนะ แล้วมันกินอะไรเป็นอาหารน่ะ ผักบุ้งหรือไง ถ้าผมเป็นรยออุคผมจะไม่ทนอยู่กับเจ้านี่แน่ คิดแล้วก็ขนลุกขึ้นมา อึ๋ยยย!!

“ตายจริง ลืมได้ยังไงกันน่ะ เยซอง นายนี่แย่จริงๆ เร็วๆเลยนะ” ดูเหมือนเจ้านี่จะหลงรักเต่าของเยซองเข้าแล้ว อือ ดูเข้ากันดี (-__-)



“ ไปกันได้หรือยัง ” ผมหันไปถามอิทึกบ้าง ก็เค้ามัวแต่สั่งเสียเจ้าพวกนั้นอยู่ได้ เป็นพ่อของพวกมันตั้งแต่เมื่อไหร่กัน 


“ ก็ไปสิ นายอยากนอนต่อหรอ ” ถามมาได้ ก็ใช่นะสิ แล้วผมก็ไม่ได้อยากนอนคนเดียวเสียด้วย


“ใช่น่ะสิ เหนื่อยจะแย่ ทงเฮๆ เอาถุงเสื้ออิทึกไปเก็บให้ด้วย” ผมดึงถุงเสื้อผ้าของอิทึกยื่นให้ทงเฮ เค้าจะได้ไม่ต้องขึ้นไปเก็บให้เสียเวลา เพราะเวลานี้เค้าต้องอยู่กับผม 


“ทงเฮนายต้องเข้าห้องก่อนหรอ ” อึนฮยอกตีหน้าเศร้าใส่ ห่างกันซักนาทีไม่ได้เลยหรือไง เว่อร์จริง

“อื้ม แป๊บเดียวนะ” ยังคงแจกยิ้มเรี่ยราด 

“ไปด้วยสิ พี่อิทึกครับ ผมขอไปเยี่ยมห้องพี่นะ ” สองคนนั่นไม่ได้รอฟังคำตอบก็จูงกันขึ้นไปซะแล้ว 



พอทุกคนไปกันหมด อิทึกก็ทำท่าเหมือนจะไม่ยอมไปกับผมเสียอย่างนั้น อะไรกัน คนอื่นๆเค้าไปกันเป็นคู่ นายจะปล่อยให้ชั้นต้องอยู่คนเดียวได้ยังไง นายนี่แย่ชะมัด ทำผิดเองแท้ๆ ผมยังต้องไปง้อก่อนเลย รู้ถึงไหนอายไปถึงนั่นแน่ๆ ไม่คิดเลยว่าผมต้องเป็นฝ่ายเสียหน้า


“ นายบอกว่าง่วง นายก็รีบไปนอนสิ ”


“ก็...ชั้นไม่อยากอยู่ในห้องคนเดียวนี่นา ”


“ ฮีบอมกับเบงชินก็อยู่นี่ ”


“อ่า ใช่สิ นายไม่คิดถึงพวกมันหรือไง เบงชินโตขึ้นเยอะแค่ไหน นายคงไม่อยากรู้ล่ะสิ”


“ไม่ใช่อย่างนั้น แต่.... ขอขึ้นไปอาบน้ำก่อนได้มั๊ยล่ะ ”


“มีแต่ห้องนายหรือไงที่มีห้องน้ำน่ะ ”

“โอเค ยอมแล้วๆ”

“ ก็แค่เนียะ ”



ผมว่าผมเลิกงงกับพฤติกรรมแปลกๆของฮีชอลแล้ว และผมก็พอจะรู้สาเหตุที่เราไม่พูดกันแล้วล่ะ เค้าอิจฉาได้แม้กระทั้งน้องๆตัวเอง ช่วงที่ผ่านมามีอะไรหลายๆอย่างที่ผมกังวลเกี่ยวกับวง ยิ่งเราต้องโปรโมทอัลบั้มใหม่ ผมก็ต้องยิ่งทุ่มเทให้กับงานมากขึ้น เราเจอปัญหาต่างๆมาด้วยกันมากมาย ผมในฐานะลีดเดอร์และพี่ของน้องๆ สิ่งที่ผมพยายามทำไปทั้งหมด มันดีที่สุดสำหรับทุกคน แต่อาจจะไม่ดีพอสำหรับฮีชอล



ผมจะทำให้มันดีขึ้นก็แล้วกัน~





“ฮีบอม เบงชิน ดูสิเนี่ย ใครมา อ่า พวกนายจำไม่ได้ละสิ แย่จัง ” ฮีชอลลูบหัวเบงชินแล้วหันกลับมาที่ผม พยักหน้าให้เข้าไปหา


“ว่าไง ฮีบอม เบงชิน โตขึ้นเยอะเลยนะเนี่ย ดูโตกว่าในวิดิโอที่นายอัดไว้ซะอีก ” ผมเข้าไปเล่นกับแมวเค้าบ้าง ที่จริงผมดูวิดีโอที่เค้าเล่นกับแมวแล้วอัดไว้บ่อยๆ แต่ไม่นึกว่าเบงชินแมวตัวใหม่จะโตขึ้นขนาดนี้


“ นายแอบดูละสิ ”

“ไม่เห็นจะต้องแอบ ใครๆเค้าดูกัน เหมือนแฟนคลับนายนั่นแหละ”


“นายก็เป็นหนึ่งในแฟนคลับ คิมฮีชอลเหรอเนี่ย ดีมาก นายมาถูกทางแล้วล่ะ”


“คิมฮีชอลผุ้มีผิวขาวดั่งน้ำนม เรารักคุณคิมฮีชอล เย่ๆ ต้องพูดแบบนี้ด้วยหรือเปล่า ”


“ แน่นอนอยู่แล้ว ” ฮีชอลก็คือฮีชอล ยังไงเค้าก็ต้องเป็นที่หนึ่ง และยอมใครไม่เป็นเสียด้วย 


ในตอนนี้ระหว่างผมกับฮีชอล เราคงไม่ต้องมาปรับความเข้าใจอะไรกันแล้วล่ะ การกระทำย่อมสำคัญกว่าคำพูด และดูเหมือนเค้าจะพอใจมากด้วย ที่ยึดผมคืนจากน้องๆได้ ผมรู้สึกตัวเบาหวิวอย่างไม่น่าเชื่อ ความอัดอั้นเมื่อหลายวันก่อนมันหายไปแบบไม่รู้ตัว ผมเริ่มมีแรงที่จะเผชิญกับทุกสิ่งทุกอย่างในวันข้างหน้าต่อไป 

วันเกิดผมใกล้มาถึงแล้วสินะ อ่า....หวังว่าเค้ายังจะจำมันได้~


“คิดอะไรอยู่น่ะ” ฮีชอลยกเบงชินมาถูกับหน้าผม 


“.........” ผมชะงักเล็กน้อย ก็มันตกใจนี่นา กำลังคิดอะไรเพลินๆ


“เบงชินถาม นายไม่ได้ยินหรือไง ” ไม่พูดเปล่า ฮีชอลยังยื่นเบงชินใส่หน้าผมซ้ำอีก 


“เปล่านี่ แล้วไหนบอกจะนอน ” ผมเผลอทำเสียงดุใส่เค้า ก็เร่งผมจังนึกว่าเพลียจนทนไม่ไหว


“นายดุชั้นทำไมเนี่ย ชั้นไม่ใช่เจ้าพวกนั้นซะหน่อย”


“ไม่ได้ดุ ก็เห็นนายบอกจะรีบมานอนไงล่ะ”


“ ตอนนี้ไม่แล้วล่ะ ชั้นแค่อยากอยู่กับนายน่ะ ” ฮีชอลพูดโดยที่ไม่มองหน้าผมด้วยซ้ำ ผมรู้สึกว่าผมทำผิดกับเค้าจริงๆก็คราวนี้แหละ ฮีชอลนายคงเหงามากใช่มั๊ย 

“ขอโทษ ขอโทษนะ”


ไม่มีคำพูดใดๆหลุดออกมาจากเราอีก ผมวิ่งเข้าไปกอดฮีชอล เอาไว้ แต่กลับเป็นเค้าเองที่กอดตอบผมไว้แนบแน่น แน่นกว่าทุกครั้ง เราเหมือนห่างหายกันไปนานในช่วงที่ผ่านมา ทั้งที่เราแทบจะเจอหน้ากันทุกวัน ผมจะไม่เสียดายช่วงเวลาที่มันหายไปหรอกนะ เพราะตอนนี้มันทำให้ผมรู้แล้วว่า 


ฮีชอล สำคัญกับผมมาก มากจริงๆ ~








ในที่สุดอิทึกก็กลับมาเป็นของผมอีกครั้ง แต่จะพูดแบบนั้นมันก็ไม่ถูกซะทีเดียว เอาเถอะให้เค้าเป็นฮยองที่น่ารักของน้องๆด้วยก็ได้ อย่างวันนี้ผมก็เลี่ยงไม่ได้ที่จะยกเค้าคืนให้เจ้าเด็กพวกนั้นซักพัก เพราะอะไรนะเหรอ ก็วันนี้ วันเกิดอิทึกไงล่ะ 


“พี่ฮีชอล ผมคิดไม่ออกจริงๆ ว่าจะเซอร์ไพรซ์วันเกิดพี่อิทึกแบบไหนดี” ทงเฮทำท่าคิดหนัก นายไม่เห็นต้องเครียดขนาดนั้นนะทงเฮ


“ จะต้องเซอร์ไพรซ์ทำไมกันเล่า ”


“แต่วันเกิด ก็ต้องเซอร์ไพรซ์สิฮะ ”


“นายรู้อะไรมั๊ย เจ้าของวันเกิดนั่นแหละที่รอเซอร์ไพรซ์จากคนอื่นทั้งวัน สิ่งที่เซอร์ไพรซ์ที่สุดก็คือ การไม่มีเซอร์ไพรซ์ยังไงล่ะ ฮ่าๆ ”


“ พี่พูดอะไรน่ะ แต่ผมให้อึนฮยอกเตรียมเค้กไว้แล้ว รับรองพี่อิทึกเละแน่ พี่ไปกับพวกเรานะฮะ ”


“หึ ไม่ล่ะ ”




ผมหลบมาอยู่ในห้องข้างๆ ซักพักก็ได้ยินเสียงดังอื้ออึงของเจ้าพวกนั้น ไม่บอกก็รู้ คงกำลังจะโปะเค้กใส่เจ้าของวันเกิดอยู่ละสิ มุกเก่าไปหน่อยนะ เล่นเป็นเด็กๆ 


“อ่า สุขสันต์วันเกิดครับ ฮยอง 28 ปีแล้วหรอเนี่ยยย ” เสียงแว่วๆของทงเฮ ย้ำเลขนี้ขึ้นมา ทำให้ผมนึกขึ้นได้ว่า อีก 9 วัน ผมก็จะอายุครบ 28 เหมือนเค้า นี่พวกเราใกล้จะ 30 กันแล้วหรอเนี่ย แก่จัง อย่าให้พวกนายแก่บ้างก็แล้วกัน 


“ เป่าเทียนสิครับพี่ ” น่าจะเป็นชินดง ที่พูดขึ้นมา 

“พวกนายไม่โปะเค้กใส่พี่หรอกเหรอ” อิทึก นายก็รู้อยู่แล้วว่าต้องโดน จะพูดอีกทำไม ฮ่าๆ ที่จริงผมก็อยากไปเห็นหน้าที่เละไปด้วยเค้กของอิทึกด้วย นะเนี่ย แต่คิดอีกที ไม่ดีกว่า

“อ๊ากกกก นายจับพี่อิทึกไว้สิ ” อึนฮยอกโวยวายเหมือนโดนซะเอง


“ อ๊าาาา !!!! ” ในที่สุดนายก็โดนจนได้สินะ เจ้าบ้า ป่านนี้หน้านายคงเลอะไปหมดแล้ว 







ผมพิมพ์เมสเสจ แล้วก็กดลบ แล้วก็พิมพ์ใหม่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า อ่า ทำไมมันยากจัง ผมไม่เคยทำอะไรแบบนี้ด้วยสิ วันเกิดของอิทึกในแต่ละปี เราก็แค่ขึ้นมานั่งดื่มโซจูกันสองคนบนดาดฟ้า ที่ที่ผมยืนอยู่ตอนนี้ หลังจากฉลองกับคนอื่นก็เท่านั้น แต่ครั้งนี้ ผมแค่อยากให้มันพิเศษหน่อย เปล่าหรอกผมไม่ได้มีของขวัญอะไรให้เค้าอีกตามเคย เค้าน่าจะรู้ ก็ผมนี่แหละ ของขวัญชิ้นพิเศษที่เค้าได้รับมาตลอด จริงมั๊ยล่ะ 



‘ รออยู่บนดาดฟ้า อย่าช้าล่ะ ’




ในที่สุดผมก็กด ปุ่ม sent บนมือถือได้ซักที เอาล่ะ อิทึกนายอย่าช้าเชียวนะ อากาศเริ่มหนาวขึ้นมาทีละนิด ท้องฟ้าสีแดงกำลังจะค่อยๆมืดลง ผมลังเลว่าจะจุดเทียนเล่มเล็กที่ปักอยู่บนคัพเค้กชอคโกแลต ไว้ก่อนดีหรือเปล่า บนนี้มีลมด้วยสิ เค้กอันเล็กๆนี่น่ารักชะมัด ผมแอบยิ้มกับเจ้าเบอเกอรี่อันจิ๋วที่ผมแอบไปซื้อมาจากร้านใกล้ๆหอพัก ก็ผมคิดไม่ออกนี่ วันเกิดก็ต้องเป่าเทียน อธิษฐาน แล้วยังไงอีก มันมาจากความตั้งใจของผม มันก็น่าจะมีความหมายกับเค้าบ้างล่ะนา ผมไม่ได้ทำแบบนี้ให้ใครง่ายๆหรอกนะ


“ ฮีชอล ” ผมมัวแต่คิดอะไรเพลินไปหน่อย อิทึกก็มาแล้ว ผมยังไม่ได้จุดเทียนเลยนะเนี่ย 


“นายมาแล้วหรอ”


“อื้อ”


“ นายหันไปก่อน อย่าแอบมองล่ะ ”

“อะไรน่ะ ”


“หันไปเหอะนา”


อิทึกหันหลังกลับไปแล้ว ผมรีบจุดเทียนบนคัพเค้กทันที ที่จริงผมน่าจะจุดไว้ก่อน ลมก็ยังจะมาพัดอีก เอาล่ะ มันติดแล้ว ผมถอนหายใจเฮือกใหญ่ ก่อนจะเรียกอิทึกให้หันมา


“อิทึก ดูนี่สิ ”

“……..” นอกจากจะไม่พูดอะไร อิทึกยังทำตาโตที่สุดเท่าที่ผมเคยเห็นมา นายเซอร์ไพรซ์ใช่มั๊ยล่ะ บอกแล้วมันไม่ธรรมดา


“Happy Birthday ฮยอง”


“ นายเรียกชั้นว่ายังไงนะ ” 


“ ฮยอง รีบมาเป่าเค้กซะสิ ”


แสงเทียนริบหรี่บนเทียนเล่มเล็กดับลง หลังจากอิทึกหลับตาอธิษฐานอยู่พักนึงก่อนจะพ่นลมเบาๆ ออกมา เค้ายิ้มให้ผม และผมก็กำลังยิ้มให้เค้า อ่า มีความสุขจัง ~

“นายจะเรียกชั้นว่า ฮยองได้ยังไง ฮีชอล ฮึ”


“ทีเจ้าพวกนั้นยังเรียกได้เลย”


“แต่พวกเค้าเป็นน้องนี่”


“ชั้นก็น้องนายไม่ใช่หรือไง เด็กว่าตั้ง 9วันเชียวนะครับ ฮยอง~”

“ฮ่าๆๆ นายนี่น๊า ขี้อิจฉาจริง”

“ แล้วนายชอบรึเปล่า”


“หมายถึง.....”


“ก็เค้กไงเล่า มันอร่อยมากเลยนะ ”


ผมหยิบเนื้อเค้กมาป้อนอิทึกแล้วก็ลองกินดูนิดนึง มันอร่อยจริงๆนะแหละ ไม่ได้หวานมาก ออกจะขมๆด้วยซ้ำ คงเพราะมันเป็นชอคโกแลต แต่แบบนี้ล่ะ ที่มันไม่น่าเบื่อ และยิ่งทำให้เราอยากกินมันอยู่เรื่อยๆ นี่เป็นสเน่ห์ของชอคโกแลต 

ผมยื่นเค้กที่เหลือให้อิทึกกินอีก มันอันเล็กนิดเดียว กินสองคำก็หมดแล้วมั๊ง ลมเย็นพัดผ่านมาเบาๆ มันไม่ได้ทำให้หนาวจนทนไม่ไหว แต่กลับเย็นสบายอย่างไม่น่าเชื่อ ผมหันไปมองอิทึกที่ยังเคี้ยวคัพเค้กอยู่ เศษชอคโกแลตสีน้ำตาลติดอยู่ตรงมุมปากเค้าพอดี นาย 28 แล้วนะ กินเลอะเหมือนเด็กไปได้ 

“อิทึก”

“หือ”


ผมจับหน้าอิทึกให้หันมา แล้วบรรจงแตะปลายลิ้นเลียลงบนเศษชอคโกแลตตรงมุมปาก มันได้รสขมนิดๆ 


“กินเหมือนเด็ก” 


“ใครมันจะไปเห็น”


“อิทึก.......นายมีความสุขอยู่หรือเปล่า”


“ถ้าตอนนี้ล่ะก็ มากเลยล่ะ ”



“ถ้านายเคยมีช่วงที่เป็นทุกข์เพราะชั้น ต่อไปชั้นจะไม่อิจฉาเจ้าพวกนั้นแล้วก็ได้”


“หือ ที่ผ่านมานายอิจฉาน้องๆจริงๆนะหรอ”


“ก็นายชอบให้ความสำคัญกับพวกนั้นมากกว่าชั้นนี่”


“ใครบอก นายนั่นแหละสำคัญที่สุด รู้ไว้ด้วย คิมฮีชอล”


ผมยิ้มให้กับทิวทัศน์มุมสูงของกรุงโซล ท้องฟ้าที่เหมือนจะเวิ้งว้างในตอนแรก ตอนนี้เต็มไปด้วยแสงเล็กๆของดวงดาวนับพัน คนข้างๆผมเงยหน้าขึ้นสูดความหนาวเหน็บช้าๆ ลักยิ้มข้างแก้มของเค้าปรากฏชัด เค้ากับผมต่างก็ยิ้มให้กับความสุขในวันนี้ 


 

และมันจะมีต่อๆไปไม่มีที่สิ้นสุด~






End.

edit @ 12 Aug 2010 05:07:05 by Mizz MiLleT