[SF] -It's u - KyuRyeo The last EP
posted on 09 Nov 2010 21:24 by missmilletผมจะทำยังไงกับไอ้ตัวเล็กนี้ดี……
ระหว่าง ทางที่ผมขับรถกลับคอนโด ผมมักจะเผลอคิดถึงเรื่องวันนั้นบ่อยๆ ถึงแม้ตอนนี้ไอ้ตัวเล็กที่ว่ามันยังไม่หายโกรธผมก็ตาม แต่ผมคงไม่ปล่อยให้ค้างคาอยู่แบบนี้แน่ครับ วันนี้แหละคงต้องจัดการซักที หลังๆมานี่งานผมค่อนข้างยุ่งนิดหน่อย ทั้งที่จริงๆแล้วก็ไม่อยากปล่อยให้อะไรมันยุ่งยากมาจนถึงทุกวันนี้ แต่มันก็ช่วยไม่ได้ เอาวะแม่งงง โอ๊ะ! ผมเผลอเหยียบคันเร่งซะแรง เกือบไปแล้วหัวทิ่มเลยทีเดียว ผมรีบบึ่งรถกลับคอนโดอย่างเช่นทุกวัน หวังว่าพอกลับมาแล้วจะเจอน้องอุค เข้ามาทำกับข้าวให้กินเหมือนเคย แต่ว่า ตั้งแต่เกิดเรื่องขึ้น ทุกวันผมต้องกลับมาพบกับห้องที่ว่างเปล่า แม่งเซ็งงงง!!!
ผมขับรถวนขึ้นไปบนชั้นลานจอดรถของคอนโด จอดรถแล้วก็ไม่คิดอยากจะลงจากรถซะงั้น เมื่อคิดว่ากลับเข้าห้องไปก็อยู่คนเดียวอยู่ดี ทำไมผมต้องไม่ชินกับการอยู่คนเดียวด้วยวะ เมื่อก่อนผมใช้ชีวิตยังไง ทำไมถึงอยู่ได้ น้องอุคทำให้ผมเป็นแบบนี้ แล้วก็ไม่อยู่ด้วยกันให้ตลอดนะ ชิ่งทิ้งกันไปก่อนแบบนี้ นอยด์ว่ะ ผมทำอะไรผิดมากมายงั้นหรอ ไม่นะ ผมก็แค่ แค่ ……… เออวะสารภาพแล้วก็ได้
ไอ้ตัวเล็กมันหาว่าผมปล้ำมัน !!!!
เอา เป็นว่าเรื่องนั้นค่อยเล่าละกันครับ มันเสือกน่ารักทำไม ผมคิดว่าผมไม่ได้ทำอะไรผิด แต่ไอ้ตัวเล็กมันซีเรียส ไม่ยอมคุยกับผมมาสองอาทิตย์แล้ว เบื่อว่ะแม่ง จะปรึกษาชอยเพื่อนรักก็หายหัว ตามตรูดแฟนเตี้ยของมันอยู่นั่นแหละครับ ผมโทรไปหามันก็ไม่ว่างตลอด อย่าให้ถึงตามึงนะชอย กุแม่งจะไม่ช่วยเลย งอน
ผม เก็บของกะจะเข้าห้องเลยเหมือนเคย แต่ทันทีที่ลงจากรถ ผมก็เปลี่ยนใจกดลิฟท์ลงไปข้างล่างเสียเลย อารมณ์แบบนี้ลงไปเดินเล่นในสวนสาธารณะใกล้ๆคอนโดน่าจะดีขึ้น อย่างน้อยไปนั่งคิดวิธีง้อเมีย (เรียกแบบนี้ได้แล้วสินะ) พูดแล้วก็เขิน คุณพ่อผมท่านจะว่ายังไงถ้าแฟนลูกชายสุดที่รักดันเป็นเป็นผู้ชายเหมือนกัน เหมือนผมจะต้องเครียดกับเรื่องนี้ แต่ทำไมแม่งเผลอยิ้มออกมาวะ เกินเยียวยาละกรุเนี่ย
ผมแกะกระดุมที่แขนเสื้อเชิ้ตและพับขึ้นมา แบบลวกๆ แล้วเดินตรงไปที่สวนข้างๆคอนโด แบบเรื่อยเปื่อย มองตรงไปที่สวนเหมือนจะเงียบๆ ไม่มีใครเลยซักคน แน่ละสิ นี่มันก็เย็นมาก อันที่จริงก็เกือบจะมืดแล้วด้วยซ้ำ เอาวะ ดีเหมือนกัน เปลี่ยวๆแบบนี้ ดูเป็นพระเอก MV อกหักอย่างไม่ต้องสงสัย อันที่จริงผมก็อยู่ที่นี่มาหลายเดือน แต่ก็ไม่เคยมาเดินในนี้ซักที เอาเป็นว่า สถานที่แถวนี้ เกือบทั้งหมดนั่นแหละ ก็มันไม่เคยเปลี่ยวเหมือนตอนนี้นี่หว่า ถึงขั้นต้องมาเศร้าในสวน ชีวิตกรุตกต่ำถึงเพียงนี้ เลยหรอ โจวคยูฮยอน
ผมเล็งไปที่ เก้าอี้ตัวยาวสีขาว ใต้ต้นไม้ใหญ่นั่น เบื้องหน้าเป็นแอ่งน้ำขนาดใหญ่ที่ถูกจัดวางอยู่กลางสวนพอดี (อันนี้ผมสังเกตเอาตอนมองลงมาจากคอนโดชั้น 10) แสงแดดตอนเย็นสี้ส้มสะท้อนกับท้องน้ำเกิดเป็นแสงระยิบระยับ สวย และ เหงาอย่างร้ายกาจ บรรยากาศเริ่มมา และที่บิ๊วมาทั้งหมด ก็ถูกทำลายลงด้วยเสียงโทรศัพท์ของ ชอย นายห้างเจ้าเก่า เออทีกรุอยากคุยกับเมิงละไม่ว่างๆ ทีกรุอยากจะเปลี่ยวคนเดียวแม่งเสือกโทรมา ไม่รุ้จักเวล่ำเวลาว่ะ
“อะไรมึง กุไม่ว่าง” กุก็ไม่ว่างเป็นเหมือนกันเว้ยไอ้เพื่อนเวร
“มึงเลิกงานแล้ว กรุรุ้โจว อย่าแอ๊บ ”
“มึงมีอะไร”
“อ้าวไอเวรนี่ ก็เห็นโทรหากุยิกๆ กุสิควรต้องถามมึงครับ ”
“กุไม่มีแล้ว กุอยากอยู่คนเดียว ”
“อารมณ์ไหนวะ แม่ง กุตามไม่ทัน”
“อื้อ”
“กุว่ามึงเริ่มพูดไม่รุ้เรื่องแล้ว ค่อยคุยกันก็ได้ว่ะ เฮ้ยกุเป็นห่วงมึงนะ ”
“กุรู้ ”
“โทรหากุ ถ้ามึงพร้อม โอเคนะ”
“อื้อๆ”
เอา ละสิครับ ก็ผมไม่รู้จะพูดอะไรกับมันจริงๆ ตอนนี้คิดอยู่อย่างเดียวว่าจะหาวีธีคืนดีกับน้องอุคยังไงดีวะ เกิดมาไม่เคยมาง้อผู้ชาย ยากว่ะแม่ง ถ้าแค่ซื้อไอติมไปล่อแล้วหยุดร้องไห้เหมือนหลอกเด็กได้ก็ดีสิ แต่..เฮ้ยเสียงเด็กที่ไหนมาร้องไห้ตอนนี้วะเนี่ย สงสัยหูจะฝาด ผมทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ยาวสีขาว ซักพักก็เริ่มเลี้อยลงไปนอน เครียดเกือบเอาทีนขึ้นมาก่ายหน้าผาก
แต่แล้ว
แฮ่ๆๆๆๆๆๆ ฮึกกกๆๆ แฮ้ๆๆๆๆๆๆๆๆ
เฮ้ย วันนี้มีแต่คนมาขัดจังหวะการเปลี่ยว เสียงเด็กร้องเริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ นี่ก็เริ่มมืดแล้ว ใครปล่อยลูกมาเล่นแถวนี้วะ หวังว่าคงไม่เป็นอย่างที่คิดนะ เฮ้ย…ผมเปล่ากลัวผีนะคับ แต่เด็กที่ไหนจะมาร้องไห้กระจองอแงป่านนี้แล้ว กลับบ้านไปกินนมได้แล้วมั้ง เอาวะ ผมลุกขึ้นจากเก้าอี้ ลองมองไปตามเสียงที่ได้ยิน อื้อ ผมว่าผมเจอละ หลังต้นไม้นั่นแน่ๆ ผมไม่รอช้าเดินตามเสียงนั้นไปทันที แต่เดินมาครึ่งทาง ก็ต้องหยุดกึก คือขอให้เป็นเด็กจริงๆเถอะว่ะ เด็กผีไม่เอานะเว้ย คือเริ่มป๊อดว่างั้น แต่ไหนๆก็เดินมาแล้ว ก็ลองเดินตามเสียงมาเรื่อยๆ จนเจอครับ เด็กผู้ชายหัวหยิกอายุไม่น่าจะเกิน สี่ขวบ ยืนขยี้ตาร้องไห้อยู่ เอ่อ เอาไงดีวะ พ่อแม่มันไปไหนเนี่ย
“เอ่อ หนู .. ร้องไห้ทำไมคับ” ผมย่อตัวนั่งคุกเข่าลงไปถาม หืม น้ำมูกเต็มแก้มเลยว่ะ
“ฮือๆๆๆๆ ฮือๆๆๆๆ ลูก…ฮึกๆ… โป่ง” อะไรวะ ลูกฮึกๆโป่ง อ่อลูกโป่ง เด็กมันชี้ขึ้นไปบนต้นไม้คับ ผมเลยเงยหน้าตามขึ้นไป เห็นลูกโป่งสีน้ำเงิน (แน่ะ ) ติดอยู่กับกิ่งไม้ สภาพเริ่มแฟ่บเต็มที เชือกสีขาวที่ผูกติดอยู่ห้อยยาวลงมา แต่ก็ยังยาวไม่พอที่ผมจะเอื้อมมือไปหยิบมาได้ (นี่ขนาดกรุสูงมากละเนี่ย)
ผม ลองพยายามกระโดดดึงเชือกที่ห้อยอยู่พักนึงก็หมดปัญญา ไอ้เด็กนี่ก็เริ่มจะร้องอีกรอบ นี่มันชอบอะไรลูกโป่งนี่นักหนาถึงกับยืนร้องไห้เฝ้าอยู่ใต้ต้นไม้จนค่ำมืด ขนาดนี้ นี่อย่าบอกว่าไม่มีพ่อแม่ ซวยแล้วกรุ ไม่อยากเป็นพ่อจำเป็นตอนนี้นะคับ ในขณะที่ผมยืนเกาหัวคิดไม่ตกว่าจะเอายังไงกับเด็กและลูกโป่งบนต้นไม้นั่นดี ก็ได้ยินเสียงคุ้นหู ดังขึ้นมา
“ยูกึน ยูกึนอ่า หนูยังอยู่ใช้มั๊ย พี่มาแล้ว” คือผมยังไม่กล้าหันไปมอง แต่ว่าใช่แน่ๆ เสียงน้องอุคเดินมาทางด้านหลัง ซวยแล้ว ผมเหมือนจะดีใจ แต่ก็เริ่มทำอะไรไม่ถูก คนมันมีคดีอยู่
“พี่….. พี่มาแล้ว ฮึกๆ ฮือๆๆๆ” อ้าวไอ้เด็กนี่ อะไรนะ ยูกึนหรอ มันยังร้องไห้สูดน้ำมูกของมันต่อไปคับ ส่วนผมกำลังคิดว่าจะวิ่งหนีไปอีกทางดีรึเปล่า ทำไมมันหวิวๆบอกไม่ถูก แต่เอาวะไม่พูดกันซะตอนนี้จะให้พูดกันชาติหน้าก็ไม่ไหวนะคับ บอกตามตรงผมก็คิดถึงน้องอุคว่ะ
“…………” ใช่ครับ ผมหันมาแล้วก็ใบ้แดก ภาพที่เห็นคือน้องอุคถือไม้ยาวๆมาด้วย นี่ผมไม่เห็นหน้าเค้านานแค่ไหนแล้วนะ ดูซูบลงไปรึเปล่า กินข้าวบ้างมั๊ยเนี่ย ไม่ได้กินข้าวด้วยกันต้องแอบเขี่ยผักทิ้งอีกแน่ๆ ส่วนน้องอุคก็มองมาที่ผมเหมือนกัน แต่ก็แกล้งทำเป็นไม่สนใจ ทำหน้าดีใจหน่อยก็ไม่ได้ใจดำจริงๆ แถมยังถือไม้เดินไปหาเด็กยูกึนซะอย่างนั้น เออ เอากะมันสิ
“ยู กึน ไม่ต้องร้องนะ พี่มาแล้ว ” น้องอุคก้มลงไปลูบหัวเด็กยูกึนเบาๆ แล้วก็ดึงเข้ามากอด ผิดมั๊ยถ้าอยากชื่อยูกึนขึ้นมาอย่างกะทันหัน -_-”
“ไหนดูซิ ลูกโป่งยังไม่ไปไหนนี่นา เดี๋ยวพี่ต้องเอามาคืนยูกึนได้แน่ๆ รอก่อนนะ ”
ไอ้ เด็กหัวหยิกพยักหน้าหงึกๆ ไอ้คนตัวเล็กก็ยื่นไม้ไปเขี่ยลูกโป่งบนต้นไม้ สงสัยไม้ที่หามาจะสั้นไป นี่ขนาดเขย่งแล้วยังแทบจะไม่โดนเชือกด้วยซ้ำ ลูกคุณหนูเอ๊ย แค่นี้ก็กะไม่เป็น
“นี่.. มันไม่ถึงหรอกคับ ให้พี่ช่วยดีกว่านะ” ผมตัดสินใจพูดออกไป
แต่ ไอ้คนตัวเล็กมันก็ยังไม่สนใจอยู่ดี ยังเขย่งๆสอยลูกโป่งต่อไป ผมเห็นแล้วก็อดขำไม่ได้ แต่ยิ่งไปกว่านั้น ตอนเขย่งนี่เสื้อมันรั้งขึ้นไปจนเห็นเอวแล้วนั่น (เอ่อ กรุมองอะไร) ผมทนไม่ได้ละคับ เดินไปแย่งไม้จากมือมาเลยดีกว่า แล้วผมก็เผลอไปดึงชายเสื้อของน้องอุคลงมาด้วย เออมือมันพาไป
“บอกแล้วไง มันไม่ถึงหรอก … เสื้อยาวกว่านี้ไม่มีแล้วหรอคับ” ผมแอบดุใส่มัน
“ยุ่งอะไรด้วย” พูดแล้ว เอ๊ะ หรือด่า
“มันก็ต้องยุ่งล่ะ ก็อยากยุ่งจะทำไม” อ้าวนี่กรุชวนทะเลาะทำไมวะ
“ถอยไป ” เออโกรธอีก เอามือผลักอกผมด้วย
“น้อง อุค พูดกันดีๆได้มั๊ยคับ แล้วพี่ก็อยากช่วยจริงๆ ไม้มันสั้นไปน้องอุคก็เห็นนี่ เดี๋ยวเด็กนี่ก็ร้องไห้ไม่หยุดกันพอดี ” ไอ้เด็กยูกึนนี่ถึงตอนนี้ล่ะไม่ยอมร้อง ร้องหน่อยสิวะ บิ๊วหน่อย ช่วยพี่หน่อยมั๊ยไอ้หนู
“ยูกึน รอก่อนนะคับ พี่จะไปหาไม้อันใหม่มานะ ” แน่ะ เค้าเรียกดันทุรังรึเปล่าแบบนี้น่ะ
“ไม่ต้องไปไหนทั้งนั้นแหละ” ผมดึงมือน้องอุคไว้ ก็ไม่อยากให้ไปนี่หว่า
“พี่ กี้ปล่อย….ผม” คำสุดท้ายเกือบจะไม่หลุดออกมาซะแล้ว ยูกึนควรปิดตานะฉากนี้ เพราะผมดึงตัวน้องอุคเข้ามากอดไว้แน่นเลย กอดให้หายคิดถึง ผมรู้สึกได้ถึงลมหายใจอุ่นๆตรงต้นคอ ถึงแม้การใกล้ชิดครั้งนี้ผมจะเป็นฝ่ายบังคับ แต่ผมว่าเหมือนเราได้กลับมาเจอกันที่จุดเดิมอีกครั้ง ผมยังไม่พูดอะไรต่อ แค่อยากอยู่อย่างนี้อีกซักพัก น้องอุคเลิกดิ้น ผมเริ่มคลายแขนที่รัดแน่นในตอนแรก แต่อีกสองแขนเล็กๆกลับกระชับแน่นขึ้น ลมหายใจอุ่นๆก็ยังไม่จางหายไป
“คิดถึง” ผมบอกในสิ่งที่คิดได้ตอนนี้ เป็นความจริงที่สุดเท่าที่ผมเคยรู้สึกมา
“คิดถึงเหมือนกันฮะ”
ผมขับรถวนขึ้นไปบนชั้นลานจอดรถของคอนโด จอดรถแล้วก็ไม่คิดอยากจะลงจากรถซะงั้น เมื่อคิดว่ากลับเข้าห้องไปก็อยู่คนเดียวอยู่ดี ทำไมผมต้องไม่ชินกับการอยู่คนเดียวด้วยวะ เมื่อก่อนผมใช้ชีวิตยังไง ทำไมถึงอยู่ได้ น้องอุคทำให้ผมเป็นแบบนี้ แล้วก็ไม่อยู่ด้วยกันให้ตลอดนะ ชิ่งทิ้งกันไปก่อนแบบนี้ นอยด์ว่ะ ผมทำอะไรผิดมากมายงั้นหรอ ไม่นะ ผมก็แค่ แค่ ……… เออวะสารภาพแล้วก็ได้
ไอ้ตัวเล็กมันหาว่าผมปล้ำมัน !!!!
เอา เป็นว่าเรื่องนั้นค่อยเล่าละกันครับ มันเสือกน่ารักทำไม ผมคิดว่าผมไม่ได้ทำอะไรผิด แต่ไอ้ตัวเล็กมันซีเรียส ไม่ยอมคุยกับผมมาสองอาทิตย์แล้ว เบื่อว่ะแม่ง จะปรึกษาชอยเพื่อนรักก็หายหัว ตามตรูดแฟนเตี้ยของมันอยู่นั่นแหละครับ ผมโทรไปหามันก็ไม่ว่างตลอด อย่าให้ถึงตามึงนะชอย กุแม่งจะไม่ช่วยเลย งอน
ผม เก็บของกะจะเข้าห้องเลยเหมือนเคย แต่ทันทีที่ลงจากรถ ผมก็เปลี่ยนใจกดลิฟท์ลงไปข้างล่างเสียเลย อารมณ์แบบนี้ลงไปเดินเล่นในสวนสาธารณะใกล้ๆคอนโดน่าจะดีขึ้น อย่างน้อยไปนั่งคิดวิธีง้อเมีย (เรียกแบบนี้ได้แล้วสินะ) พูดแล้วก็เขิน คุณพ่อผมท่านจะว่ายังไงถ้าแฟนลูกชายสุดที่รักดันเป็นเป็นผู้ชายเหมือนกัน เหมือนผมจะต้องเครียดกับเรื่องนี้ แต่ทำไมแม่งเผลอยิ้มออกมาวะ เกินเยียวยาละกรุเนี่ย
ผมแกะกระดุมที่แขนเสื้อเชิ้ตและพับขึ้นมา แบบลวกๆ แล้วเดินตรงไปที่สวนข้างๆคอนโด แบบเรื่อยเปื่อย มองตรงไปที่สวนเหมือนจะเงียบๆ ไม่มีใครเลยซักคน แน่ละสิ นี่มันก็เย็นมาก อันที่จริงก็เกือบจะมืดแล้วด้วยซ้ำ เอาวะ ดีเหมือนกัน เปลี่ยวๆแบบนี้ ดูเป็นพระเอก MV อกหักอย่างไม่ต้องสงสัย อันที่จริงผมก็อยู่ที่นี่มาหลายเดือน แต่ก็ไม่เคยมาเดินในนี้ซักที เอาเป็นว่า สถานที่แถวนี้ เกือบทั้งหมดนั่นแหละ ก็มันไม่เคยเปลี่ยวเหมือนตอนนี้นี่หว่า ถึงขั้นต้องมาเศร้าในสวน ชีวิตกรุตกต่ำถึงเพียงนี้ เลยหรอ โจวคยูฮยอน
ผมเล็งไปที่ เก้าอี้ตัวยาวสีขาว ใต้ต้นไม้ใหญ่นั่น เบื้องหน้าเป็นแอ่งน้ำขนาดใหญ่ที่ถูกจัดวางอยู่กลางสวนพอดี (อันนี้ผมสังเกตเอาตอนมองลงมาจากคอนโดชั้น 10) แสงแดดตอนเย็นสี้ส้มสะท้อนกับท้องน้ำเกิดเป็นแสงระยิบระยับ สวย และ เหงาอย่างร้ายกาจ บรรยากาศเริ่มมา และที่บิ๊วมาทั้งหมด ก็ถูกทำลายลงด้วยเสียงโทรศัพท์ของ ชอย นายห้างเจ้าเก่า เออทีกรุอยากคุยกับเมิงละไม่ว่างๆ ทีกรุอยากจะเปลี่ยวคนเดียวแม่งเสือกโทรมา ไม่รุ้จักเวล่ำเวลาว่ะ
“อะไรมึง กุไม่ว่าง” กุก็ไม่ว่างเป็นเหมือนกันเว้ยไอ้เพื่อนเวร
“มึงเลิกงานแล้ว กรุรุ้โจว อย่าแอ๊บ ”
“มึงมีอะไร”
“อ้าวไอเวรนี่ ก็เห็นโทรหากุยิกๆ กุสิควรต้องถามมึงครับ ”
“กุไม่มีแล้ว กุอยากอยู่คนเดียว ”
“อารมณ์ไหนวะ แม่ง กุตามไม่ทัน”
“อื้อ”
“กุว่ามึงเริ่มพูดไม่รุ้เรื่องแล้ว ค่อยคุยกันก็ได้ว่ะ เฮ้ยกุเป็นห่วงมึงนะ ”
“กุรู้ ”
“โทรหากุ ถ้ามึงพร้อม โอเคนะ”
“อื้อๆ”
เอา ละสิครับ ก็ผมไม่รู้จะพูดอะไรกับมันจริงๆ ตอนนี้คิดอยู่อย่างเดียวว่าจะหาวีธีคืนดีกับน้องอุคยังไงดีวะ เกิดมาไม่เคยมาง้อผู้ชาย ยากว่ะแม่ง ถ้าแค่ซื้อไอติมไปล่อแล้วหยุดร้องไห้เหมือนหลอกเด็กได้ก็ดีสิ แต่..เฮ้ยเสียงเด็กที่ไหนมาร้องไห้ตอนนี้วะเนี่ย สงสัยหูจะฝาด ผมทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ยาวสีขาว ซักพักก็เริ่มเลี้อยลงไปนอน เครียดเกือบเอาทีนขึ้นมาก่ายหน้าผาก
แต่แล้ว
แฮ่ๆๆๆๆๆๆ ฮึกกกๆๆ แฮ้ๆๆๆๆๆๆๆๆ
เฮ้ย วันนี้มีแต่คนมาขัดจังหวะการเปลี่ยว เสียงเด็กร้องเริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ นี่ก็เริ่มมืดแล้ว ใครปล่อยลูกมาเล่นแถวนี้วะ หวังว่าคงไม่เป็นอย่างที่คิดนะ เฮ้ย…ผมเปล่ากลัวผีนะคับ แต่เด็กที่ไหนจะมาร้องไห้กระจองอแงป่านนี้แล้ว กลับบ้านไปกินนมได้แล้วมั้ง เอาวะ ผมลุกขึ้นจากเก้าอี้ ลองมองไปตามเสียงที่ได้ยิน อื้อ ผมว่าผมเจอละ หลังต้นไม้นั่นแน่ๆ ผมไม่รอช้าเดินตามเสียงนั้นไปทันที แต่เดินมาครึ่งทาง ก็ต้องหยุดกึก คือขอให้เป็นเด็กจริงๆเถอะว่ะ เด็กผีไม่เอานะเว้ย คือเริ่มป๊อดว่างั้น แต่ไหนๆก็เดินมาแล้ว ก็ลองเดินตามเสียงมาเรื่อยๆ จนเจอครับ เด็กผู้ชายหัวหยิกอายุไม่น่าจะเกิน สี่ขวบ ยืนขยี้ตาร้องไห้อยู่ เอ่อ เอาไงดีวะ พ่อแม่มันไปไหนเนี่ย
“เอ่อ หนู .. ร้องไห้ทำไมคับ” ผมย่อตัวนั่งคุกเข่าลงไปถาม หืม น้ำมูกเต็มแก้มเลยว่ะ
“ฮือๆๆๆๆ ฮือๆๆๆๆ ลูก…ฮึกๆ… โป่ง” อะไรวะ ลูกฮึกๆโป่ง อ่อลูกโป่ง เด็กมันชี้ขึ้นไปบนต้นไม้คับ ผมเลยเงยหน้าตามขึ้นไป เห็นลูกโป่งสีน้ำเงิน (แน่ะ ) ติดอยู่กับกิ่งไม้ สภาพเริ่มแฟ่บเต็มที เชือกสีขาวที่ผูกติดอยู่ห้อยยาวลงมา แต่ก็ยังยาวไม่พอที่ผมจะเอื้อมมือไปหยิบมาได้ (นี่ขนาดกรุสูงมากละเนี่ย)
ผม ลองพยายามกระโดดดึงเชือกที่ห้อยอยู่พักนึงก็หมดปัญญา ไอ้เด็กนี่ก็เริ่มจะร้องอีกรอบ นี่มันชอบอะไรลูกโป่งนี่นักหนาถึงกับยืนร้องไห้เฝ้าอยู่ใต้ต้นไม้จนค่ำมืด ขนาดนี้ นี่อย่าบอกว่าไม่มีพ่อแม่ ซวยแล้วกรุ ไม่อยากเป็นพ่อจำเป็นตอนนี้นะคับ ในขณะที่ผมยืนเกาหัวคิดไม่ตกว่าจะเอายังไงกับเด็กและลูกโป่งบนต้นไม้นั่นดี ก็ได้ยินเสียงคุ้นหู ดังขึ้นมา
“ยูกึน ยูกึนอ่า หนูยังอยู่ใช้มั๊ย พี่มาแล้ว” คือผมยังไม่กล้าหันไปมอง แต่ว่าใช่แน่ๆ เสียงน้องอุคเดินมาทางด้านหลัง ซวยแล้ว ผมเหมือนจะดีใจ แต่ก็เริ่มทำอะไรไม่ถูก คนมันมีคดีอยู่
“พี่….. พี่มาแล้ว ฮึกๆ ฮือๆๆๆ” อ้าวไอ้เด็กนี่ อะไรนะ ยูกึนหรอ มันยังร้องไห้สูดน้ำมูกของมันต่อไปคับ ส่วนผมกำลังคิดว่าจะวิ่งหนีไปอีกทางดีรึเปล่า ทำไมมันหวิวๆบอกไม่ถูก แต่เอาวะไม่พูดกันซะตอนนี้จะให้พูดกันชาติหน้าก็ไม่ไหวนะคับ บอกตามตรงผมก็คิดถึงน้องอุคว่ะ
“…………” ใช่ครับ ผมหันมาแล้วก็ใบ้แดก ภาพที่เห็นคือน้องอุคถือไม้ยาวๆมาด้วย นี่ผมไม่เห็นหน้าเค้านานแค่ไหนแล้วนะ ดูซูบลงไปรึเปล่า กินข้าวบ้างมั๊ยเนี่ย ไม่ได้กินข้าวด้วยกันต้องแอบเขี่ยผักทิ้งอีกแน่ๆ ส่วนน้องอุคก็มองมาที่ผมเหมือนกัน แต่ก็แกล้งทำเป็นไม่สนใจ ทำหน้าดีใจหน่อยก็ไม่ได้ใจดำจริงๆ แถมยังถือไม้เดินไปหาเด็กยูกึนซะอย่างนั้น เออ เอากะมันสิ
“ยู กึน ไม่ต้องร้องนะ พี่มาแล้ว ” น้องอุคก้มลงไปลูบหัวเด็กยูกึนเบาๆ แล้วก็ดึงเข้ามากอด ผิดมั๊ยถ้าอยากชื่อยูกึนขึ้นมาอย่างกะทันหัน -_-”
“ไหนดูซิ ลูกโป่งยังไม่ไปไหนนี่นา เดี๋ยวพี่ต้องเอามาคืนยูกึนได้แน่ๆ รอก่อนนะ ”
ไอ้ เด็กหัวหยิกพยักหน้าหงึกๆ ไอ้คนตัวเล็กก็ยื่นไม้ไปเขี่ยลูกโป่งบนต้นไม้ สงสัยไม้ที่หามาจะสั้นไป นี่ขนาดเขย่งแล้วยังแทบจะไม่โดนเชือกด้วยซ้ำ ลูกคุณหนูเอ๊ย แค่นี้ก็กะไม่เป็น
“นี่.. มันไม่ถึงหรอกคับ ให้พี่ช่วยดีกว่านะ” ผมตัดสินใจพูดออกไป
แต่ ไอ้คนตัวเล็กมันก็ยังไม่สนใจอยู่ดี ยังเขย่งๆสอยลูกโป่งต่อไป ผมเห็นแล้วก็อดขำไม่ได้ แต่ยิ่งไปกว่านั้น ตอนเขย่งนี่เสื้อมันรั้งขึ้นไปจนเห็นเอวแล้วนั่น (เอ่อ กรุมองอะไร) ผมทนไม่ได้ละคับ เดินไปแย่งไม้จากมือมาเลยดีกว่า แล้วผมก็เผลอไปดึงชายเสื้อของน้องอุคลงมาด้วย เออมือมันพาไป
“บอกแล้วไง มันไม่ถึงหรอก … เสื้อยาวกว่านี้ไม่มีแล้วหรอคับ” ผมแอบดุใส่มัน
“ยุ่งอะไรด้วย” พูดแล้ว เอ๊ะ หรือด่า
“มันก็ต้องยุ่งล่ะ ก็อยากยุ่งจะทำไม” อ้าวนี่กรุชวนทะเลาะทำไมวะ
“ถอยไป ” เออโกรธอีก เอามือผลักอกผมด้วย
“น้อง อุค พูดกันดีๆได้มั๊ยคับ แล้วพี่ก็อยากช่วยจริงๆ ไม้มันสั้นไปน้องอุคก็เห็นนี่ เดี๋ยวเด็กนี่ก็ร้องไห้ไม่หยุดกันพอดี ” ไอ้เด็กยูกึนนี่ถึงตอนนี้ล่ะไม่ยอมร้อง ร้องหน่อยสิวะ บิ๊วหน่อย ช่วยพี่หน่อยมั๊ยไอ้หนู
“ยูกึน รอก่อนนะคับ พี่จะไปหาไม้อันใหม่มานะ ” แน่ะ เค้าเรียกดันทุรังรึเปล่าแบบนี้น่ะ
“ไม่ต้องไปไหนทั้งนั้นแหละ” ผมดึงมือน้องอุคไว้ ก็ไม่อยากให้ไปนี่หว่า
“พี่ กี้ปล่อย….ผม” คำสุดท้ายเกือบจะไม่หลุดออกมาซะแล้ว ยูกึนควรปิดตานะฉากนี้ เพราะผมดึงตัวน้องอุคเข้ามากอดไว้แน่นเลย กอดให้หายคิดถึง ผมรู้สึกได้ถึงลมหายใจอุ่นๆตรงต้นคอ ถึงแม้การใกล้ชิดครั้งนี้ผมจะเป็นฝ่ายบังคับ แต่ผมว่าเหมือนเราได้กลับมาเจอกันที่จุดเดิมอีกครั้ง ผมยังไม่พูดอะไรต่อ แค่อยากอยู่อย่างนี้อีกซักพัก น้องอุคเลิกดิ้น ผมเริ่มคลายแขนที่รัดแน่นในตอนแรก แต่อีกสองแขนเล็กๆกลับกระชับแน่นขึ้น ลมหายใจอุ่นๆก็ยังไม่จางหายไป
“คิดถึง” ผมบอกในสิ่งที่คิดได้ตอนนี้ เป็นความจริงที่สุดเท่าที่ผมเคยรู้สึกมา
“คิดถึงเหมือนกันฮะ”
“ปล่อยเถอะฮะ” เรากอดกันอยู่ซักพักน้องอุคก็เตือนสติ ผมก็ลืมไปยังมีเด็กยูกึนยืนทำตาแป๋วอยู่ข้างๆ เอ่อ ยังเด็กอยู่อย่าริเลียนแบบนะเว้ยเด็กน้อย รอให้โตก่อนค่อยคิดละกันว่าจะแบบพี่หรือแบบไหน อ๊ากก ไปกันใหญ่แล้ว พอๆ
“แล้ว ลูกโป่งนี่ ทำไงดีล่ะคับ พี่ว่าไปซื้อใหม่ง่ายกว่าปะ” ผมเงยหน้ามองขึ้นไปที่ไอ้ลูกโป่งสีน้ำเงินนั่น ที่ไม่เหลือสภาพลูกโป่งเท่าไหร่แล้ว
“ไม่ได้นะฮะ ยังไงก็ต้องเอาลงมาให้ยูกึนให้ได้ คือ คุณพ่อของน้องเค้าซื้อให้น่ะฮะ ”
“งั้นเอางี้ดีมั๊ย น้องอุคขี่คอพี่ปีนไปเก็บลูกโป่งก็แล้วกัน”
“เอ่อ จะดีหรอฮะ”
“ดี สิ มาเร็ว เดี๋ยวเด็กร้องนะ” ผมพูดพลางย่อตัวลงให้น้องอุคปีนขึ้นมาได้สะดวก น้องอุคทำท่าอึกอัก หันมองทางโน้นทีทางนี้ก่อนจะตัดสินใจปีนขึ้นมาขี่คอผม ผมพยายามยันตัวขึ้นยืน เห็นตัวเล็กแบบนี้แม่งโคตรหนัก ข้างในบรรจุอะไรเอาไว้วะเนี่ย รุ้สึกพลาดดดด แต่ก็แข็งใจยืนขึ้นจนได้ ท่าทางคนข้างบนจะกลัวไม่ใช่น้อย พอผมยืนขึ้นได้เสือกร้องเสียงดังเลย ผมงี้ตกใจหมด
“เฮ้ยยยยย!!!! จะตกมั๊ยเนี่ย” มันเริ่มโวยวายแล้วคับ แถมจิกคอเสื้อผมซะแน่น อย่ากลัวดิ พี่ก็เริ่มเสียเซลฟ์เหมือนกันนะค้าบบ
“ไม่ตกหรอกน่า ไม่ต้องกลัว ถึงมั๊ยลองเอาไม้สอยดูสิคับ”
“อ๊า ผมลืมหยิบอะ ทำไงดี ” อ้าว !!!
“ยู กึนคับ ยื่นไม้ส่งให้พี่เค้าหน่อยเร็วคับ จะได้เอาลูกโป่งลงมานะ” เออยืนร้องว่างๆ ช่วยทำตัวให้เป็นประโยชน์หน่อยเถอะคุณดาราเด็กรับเชิญ ที่เดือดร้อนกันอยู่นี่เพราะแกนะเว้ย
ยูกึนคงอยากได้ลูกโป่งจัด รีบส่งไม้ให้น้องอุคทันที ทีนี้ก็ถึงตอนสอยแล้ว คือผมเงยหน้ามองไปข้างบนไม่ได้ เลยไม่รู้ว่าต้องยืนตรงไหน แม่งโคตรลำบากอะ พอเผลอเงยหน้า ก็เซจะล้มเอาท่าเดียว เดือดร้อนคนข้างบนต้องคอยบอกอีกที เอ่อ ลำบากไปว่ะยูกึน ซื้อใหม่มะ เดี๋ยวพี่พาไปว่ะแม่ง จะว่าไปหนักด้วยอะ แต่ก็เต็มใจนะคับ
“พี่กี้ เดินไปข้างหน้าหน่อย … เหยยย ช้าๆสิฮะ จะตกอยู่แล้ว”
“ไม่ตกหรอก มือชั้นนี้แล้ว ”
“ขี้โม้ ซ้ายอีกนิด ใกล้จะได้แล้ว”
“อะ ถึงมั๊ยคับ”
“อ๊ะ ได้แล้ว โอ๊ยยลุ้นแทบแย่”
ภารกิจ สอยมะม่วงเอ๊ยสอยลูกโป่งเสร็จสิ้น ผมต้องค่อยๆนั่งลง เอาจริงๆผมก็กลัวแฟนผมตกลงมาเหมือนกันนะคับ ตัวเล็กแบบนี้ตกลงมาแข้งขาหัก จะไปบอกพ่อแม่เค้ายังไง คิดแล้วก็ไม่น่าใช้วิธีนี้ แต่ก็ไม่รู้จะทำไงดี แต่ยังไงผมก็ไม่ยอมให้เค้าร่วงลงมาเจ็บได้หรอก ผมหันไปมองน้องอุคยื่นลูกโป่งให้เด็กยูกึนแล้วก็แอบยิ้มไปกับภาพนั้น นี่แหละตัวตนของเค้าจริงๆ มันทำให้ผมหาคำตอบให้กับตัวเองได้เสมอว่าทำไมผมถึงเลือกคนคนนี้ ความอ่อนโยน และการเอาใจใส่คนอื่น มันทำให้ผมรู้สึกทุกครั้งว่า ผมเลือกคนไม่ผิด และผม…… คงไม่อยากให้ภาพแบบนี้หายไป ซึ้งมาก แอบเขิน เอามือลูบท้ายทอย เดินตรงไปหาแฟน 555
“เช็ดน้ำมูกด้วยสิ เลอะเต็มแก้มแล้วนะนั่น 555” แซวยูกึนแก้เขินไปหนึ่งดอก นี่เขินเองอีกคนก็ไม่รู้เรื่องด้วย เหมือนคนบ้าเต็มที
“จะแกล้งเด็กรึไง ” อีกคนหันมาค้อนเมื่อผมเอามือไปหยิกแก้มเด็กยูกึนเบาๆ
“เปล่าซะหน่อย แต่ถ้าผู้ใหญ่ก็ไม่แน่ ” ผมหันไปยิ้มให้ผู้ใหญ่หน้าเด็ก ที่ทำท่าจะงอนอีกรอบ
“ยัง ไม่เข็ด” น้องอุคเริ่มเอาจริงอีกแล้ว อย่านะเว้ย ที่ดีกันแบบงงๆเมื่อกี้ก็นับว่าโคตรฟลุค มาอีกทีคิดมุขไม่ออกจริงๆ ไม่ค่อยมีประสบการณ์ซะด้วย
“โห นี่มืดมากแล้ว กลับกันเถอะนะคับ ” ชิงเปลี่ยนเรื่อง ก่อนระเบิดจะลงดีกว่า
“จริง ด้วยสิ ยูกึนคงหิวแย่แล้ว กลับกันเถอะ ปะยูกึน กลับบ้านกันนะ” น้องอุคจูงมือยูกึนแล้วทำท่าจะยกอุ้ม ผมเห็นแบบนั้นก็รีบไปแย่งดีกว่า ยูกึนท่าทางตัวหนัก ขืนให้อุ้มกลับคอนโดคงเมื่อยน่าดู
“ยูกึน มาขี่คอพี่ดีกว่า ”
“ไม่ได้นะฮะ เดี๋ยวน้องตกลงมาทำไง”
“จะตกได้ยังไง ผู้ใหญ่ขี่คอยังไม่ตกเลยนะ จริงมั๊ย”
ผม ย่อตัวลงไปนั่งอีกครั้ง โดยไม่ต้องพูดอะไร น้องอุคก็ช่วยยกยูกึนให้ขี่คอผมจนได้ เราเดินกลับคอนโดไปตามทางที่ปูด้วยอิฐตัวหนอนซึ่งปูเป็นทางยาวคดเคี้ยวไปจน ถึงประตูทางออก ไฟในสวนเปิดส่องสว่าง ระยะทางไม่ใกล้ไม่ไกลนัก ไม่มีบทสนทนาที่ยืดยาว มีแค่เจ้าตัวเล็กคอยเตือนให้เดินระวังบ้างก็เท่านั้น ยูกึนพอได้ลูกโป่งคืนมาก็ไม่สนใจอะไรอีก ผมอยากจะจับมือคนข้างๆเดินไปพร้อมกันซะจริงๆ ติดตรงที่ผมต้องประคองเด็กที่ขี่คออยู่นี่สิ
“รอด้วยสิฮะ” สำเร็จ เมื่อผมแกล้งเดินเร็ว คนที่เดินตามหลังก็มาดึงชายเสื้อรั้งผมเอาไว้
“อย่าปล่อยนะคับ” ผมหันไปยิ้มให้ แล้วก็เดินต่อไปตามทาง อยากจะยืดหนทางข้างหน้าให้ไกลออกไปอีกซักหน่อย อยู่แบบนี้มันมีความสุขดีแฮะ
กลับ มาถึงคอนโด เราก็พายูกึนไปหาอะไรกิน เพราะท่าทางจะหิวมาก แล้วไม่นานคุณพ่อเค้าก็มารับกลับไป แต่ที่ทำให้ผมอึ้งเล็กน้อยไม่ว่ะอึ้งมากกก ก็พ่อของยูกึนไม่ใช่ใครที่ไหนคับ ไอ้ เอ๊ย พี่หน้าเต่าที่ขับรถมารับมาส่งน้องอุคบ่อยๆนั่นล่ะ เวรกรรม ผมหลงคิดว่าจะมาจีบแฟนผมซะอีก ขนาดตอนรู้ว่าเป็นญาติกันยังไม่ค่อยอยากไว้ใจ แต่มาเห็นแบบนี้แล้วก็โล่งใจ หายใจคล่องขึ้นมาทันที แหม มีลูกเมียแล้วก็ไม่บอกกันบ้าง แถมยังเป็นอาจารย์ที่มหาลัยผมอีกนะนั่น ผมพลาดไปหลายเรื่องนะเนี่ย แต่ยังไงก็ต้องขอบคุณพี่เต่าเยาวราชเค้าล่ะ ลูกชายพี่น่ารักดีนะคับ ผมเลยดีกับญาติพี่ง่ายๆเลย ไว้วันหลังผมจะเลี้ยงโซจูเป็นการตอบแทนละกันคับพี่ ฮ่าๆๆๆๆ (หัวเราะสะใจเอ๊ยดีใจ)
“พี่จงอุนเค้าสอนคณะไหน ทำไมพี่เห็นรู้เลยอะ” ผมสงสัยนะสิคับ เรียนมาสี่ปีไม่เคยเห็นมีอาจารย์ชื่อคิมจงอุนในมหาลัยเลย อันที่จริงผมรู้จักอาจารย์เยอะเพราะหลายท่านที่เป็นเพื่อนคุณพ่อผม แต่อาจารย์พี่หน้าเต่า นี่ไม่เคยเห็นจริงๆ
“พี่จงอุนเพิ่งจะได้เป็นอาจารย์น่ะฮะ เพิ่งจะมาสอนได้ไม่นาน พี่กี้คงเรียนจบไปก่อนแล้วมั๊ง”
“อ้อ มิน่าไม่คุ้นเลย แล้วพี่เค้าสอนคณะไหนละเนี่ย”
“คณะบริหาร ” อ่า คณะน้องอุคนี่หว่า มิน่ามารับมาส่งกันได้บ่อย พวกทางเดียวกัน นี่ถ้าไม่มีลูกเมียผมจะคิดมากแล้วนะเว้ย โชคดีไป
ความ เงียบเริ่มปกคลุม ผมก็ไม่รู้จะถามอะไรต่อ อีกคนก็ไม่เห็นอยากจะเล่าอะไรอีก เราสองคนยังมีอะไรงงๆกันอยู่ การที่ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นแบบนี้ มันทำให้ผมอึดอัด และทุกอย่างจะไม่เคลียร์ ผมควรต้องทำอะไรซักอย่าง
"น้องอุคคับ”
“หืม”
“เอ่อ…..พี่อยากจะ……บอกว่า พี่ขอโทษ”
“เรื่อง?” เด็กบ้าอย่ามาทำแบบนี้ รู้แล้วเว้ยว่าทำผิดไปซักหน่อย อย่ากวนดิ ง้อไม่ค่อยเป็น
“เรื่อง… เรื่องนั้นแหละคับ อย่าโกรธพี่เลยนะ พี่ไม่ดีเอง ขอโทษ ”
“ก็แค่รู้สึกว่ามันเร็วไป และมันดูง่ายไปรึเปล่า ” จุกเลยคับน้องอุคพูดมาแบบนี้
"น้องอุคเสียใจหรือเปล่าที่พี่ทำแบบนั้น ”
“ก็… ไม่รู้สิฮะ ผมคงตกใจมั๊ง ผมก็ผิดที่ปล่อยให้มันเกิดขึ้นจนได้”
“น้อง อุคจะว่ายังไงก็แล้วแต่ พี่ไม่เคยเสียใจเลยนะคับ พี่คงเป็นคนไม่ดีในสายตาน้องอุคไปแล้ว แต่พี่ก็ยังจะยืนยันว่าพี่ไม่เสียใจเลยที่มันเป็นแบบนี้ เพราะถ้าคนคนนั้นไม่ใช่ คิมเรียวอุค พี่ก็คงไม่ทำ ” ผมเดินเข้าไปบอกประโยคนี้ใกล้ๆ เอาไงเอากัน จะโกรธไปเลยหรือจะดีกันต่อ ก็ให้มันรู้ไป กรุทำถึงที่สุดแล้ว บอกไปหมดทุกอย่างแล้ว โว้ยยย จะเอาคนนี้เท่านั้นแหละ เข้าใจพี่ใช่มั๊ยคับน้องอุค
“ไอ้พี่กี้บ้า พูดออกมาได้ ” อ๊ากกกกกก ด่าแล้วยิ้มแบบนี้ มันน่ารักรู้มั๊ย เอาสิคับจะทุบจะตีอะไรก็เชิญเถอะคราวนี้
“ดีกันแล้วใช่ป่าว”
“อื้อ”
“อะไรนะ อีกทีดิ ”
“อะไรเนี่ย หนวดก็ไม่โกน หน้าก็ไม่ดูแลเลย มีผื่นด้วย ตาก็คล้ำ แย่จริงๆ”อ้าวเนียนเปลี่ยนเรื่องไปไกลเลย เนียนมาก
"ไม่มีคนโกนให้นี่นา หนีไปตั้งสองอาทิตย์ แย่จริงๆ” ผมย้อนไปบ้าง
"ไม่ได้ไปไหนซะหน่อย”
“งั้นก็ ไม่ต้องไปไหนหรอกนะ อยู่ด้วยกัน โอเคมั๊ย ”
“โอเคฮะ” ตอบไม่คิดเลยนะ น่ารักเกินไป
“น่า รักมากคับ” ผมดึงน้องอุคมากอดอีกที เจ้าของกลุ่มผมนุ่มๆสีน้ำตาลอ่อนตรงหน้า ทำให้รู้สึกว่า ผมคงไม่ต้องเสียเวลาไปหาใครอีก ผมเจอแล้ว คิมเรียวอุค
“ก็นี่คอนโดผมนี่ จะให้ไปไหนเล่า”
ผม ได้ยินอะไรแว่วๆวะฟังไม่ถนัด น้องอุคแอบบ่นอะไร แม่งช่างเหอะ ชีวิตต่อไปข้างหน้า ผมไม่รู้จริงๆว่าจะเป็นยังไง ทุกอย่างยังคงคาดเดาไม่ได้ อะไรจะเปลี่ยนไปบ้างผมก็ไม่อยากจะรู้นักหรอก รู้แค่ว่าวันนี้ ตอนนี้ ผมมีความสุขดีกับสิ่งที่ผมได้เลือก ด้วยตัวของผมเอง
“แล้ว ลูกโป่งนี่ ทำไงดีล่ะคับ พี่ว่าไปซื้อใหม่ง่ายกว่าปะ” ผมเงยหน้ามองขึ้นไปที่ไอ้ลูกโป่งสีน้ำเงินนั่น ที่ไม่เหลือสภาพลูกโป่งเท่าไหร่แล้ว
“ไม่ได้นะฮะ ยังไงก็ต้องเอาลงมาให้ยูกึนให้ได้ คือ คุณพ่อของน้องเค้าซื้อให้น่ะฮะ ”
“งั้นเอางี้ดีมั๊ย น้องอุคขี่คอพี่ปีนไปเก็บลูกโป่งก็แล้วกัน”
“เอ่อ จะดีหรอฮะ”
“ดี สิ มาเร็ว เดี๋ยวเด็กร้องนะ” ผมพูดพลางย่อตัวลงให้น้องอุคปีนขึ้นมาได้สะดวก น้องอุคทำท่าอึกอัก หันมองทางโน้นทีทางนี้ก่อนจะตัดสินใจปีนขึ้นมาขี่คอผม ผมพยายามยันตัวขึ้นยืน เห็นตัวเล็กแบบนี้แม่งโคตรหนัก ข้างในบรรจุอะไรเอาไว้วะเนี่ย รุ้สึกพลาดดดด แต่ก็แข็งใจยืนขึ้นจนได้ ท่าทางคนข้างบนจะกลัวไม่ใช่น้อย พอผมยืนขึ้นได้เสือกร้องเสียงดังเลย ผมงี้ตกใจหมด
“เฮ้ยยยยย!!!! จะตกมั๊ยเนี่ย” มันเริ่มโวยวายแล้วคับ แถมจิกคอเสื้อผมซะแน่น อย่ากลัวดิ พี่ก็เริ่มเสียเซลฟ์เหมือนกันนะค้าบบ
“ไม่ตกหรอกน่า ไม่ต้องกลัว ถึงมั๊ยลองเอาไม้สอยดูสิคับ”
“อ๊า ผมลืมหยิบอะ ทำไงดี ” อ้าว !!!
“ยู กึนคับ ยื่นไม้ส่งให้พี่เค้าหน่อยเร็วคับ จะได้เอาลูกโป่งลงมานะ” เออยืนร้องว่างๆ ช่วยทำตัวให้เป็นประโยชน์หน่อยเถอะคุณดาราเด็กรับเชิญ ที่เดือดร้อนกันอยู่นี่เพราะแกนะเว้ย
ยูกึนคงอยากได้ลูกโป่งจัด รีบส่งไม้ให้น้องอุคทันที ทีนี้ก็ถึงตอนสอยแล้ว คือผมเงยหน้ามองไปข้างบนไม่ได้ เลยไม่รู้ว่าต้องยืนตรงไหน แม่งโคตรลำบากอะ พอเผลอเงยหน้า ก็เซจะล้มเอาท่าเดียว เดือดร้อนคนข้างบนต้องคอยบอกอีกที เอ่อ ลำบากไปว่ะยูกึน ซื้อใหม่มะ เดี๋ยวพี่พาไปว่ะแม่ง จะว่าไปหนักด้วยอะ แต่ก็เต็มใจนะคับ
“พี่กี้ เดินไปข้างหน้าหน่อย … เหยยย ช้าๆสิฮะ จะตกอยู่แล้ว”
“ไม่ตกหรอก มือชั้นนี้แล้ว ”
“ขี้โม้ ซ้ายอีกนิด ใกล้จะได้แล้ว”
“อะ ถึงมั๊ยคับ”
“อ๊ะ ได้แล้ว โอ๊ยยลุ้นแทบแย่”
ภารกิจ สอยมะม่วงเอ๊ยสอยลูกโป่งเสร็จสิ้น ผมต้องค่อยๆนั่งลง เอาจริงๆผมก็กลัวแฟนผมตกลงมาเหมือนกันนะคับ ตัวเล็กแบบนี้ตกลงมาแข้งขาหัก จะไปบอกพ่อแม่เค้ายังไง คิดแล้วก็ไม่น่าใช้วิธีนี้ แต่ก็ไม่รู้จะทำไงดี แต่ยังไงผมก็ไม่ยอมให้เค้าร่วงลงมาเจ็บได้หรอก ผมหันไปมองน้องอุคยื่นลูกโป่งให้เด็กยูกึนแล้วก็แอบยิ้มไปกับภาพนั้น นี่แหละตัวตนของเค้าจริงๆ มันทำให้ผมหาคำตอบให้กับตัวเองได้เสมอว่าทำไมผมถึงเลือกคนคนนี้ ความอ่อนโยน และการเอาใจใส่คนอื่น มันทำให้ผมรู้สึกทุกครั้งว่า ผมเลือกคนไม่ผิด และผม…… คงไม่อยากให้ภาพแบบนี้หายไป ซึ้งมาก แอบเขิน เอามือลูบท้ายทอย เดินตรงไปหาแฟน 555
“เช็ดน้ำมูกด้วยสิ เลอะเต็มแก้มแล้วนะนั่น 555” แซวยูกึนแก้เขินไปหนึ่งดอก นี่เขินเองอีกคนก็ไม่รู้เรื่องด้วย เหมือนคนบ้าเต็มที
“จะแกล้งเด็กรึไง ” อีกคนหันมาค้อนเมื่อผมเอามือไปหยิกแก้มเด็กยูกึนเบาๆ
“เปล่าซะหน่อย แต่ถ้าผู้ใหญ่ก็ไม่แน่ ” ผมหันไปยิ้มให้ผู้ใหญ่หน้าเด็ก ที่ทำท่าจะงอนอีกรอบ
“ยัง ไม่เข็ด” น้องอุคเริ่มเอาจริงอีกแล้ว อย่านะเว้ย ที่ดีกันแบบงงๆเมื่อกี้ก็นับว่าโคตรฟลุค มาอีกทีคิดมุขไม่ออกจริงๆ ไม่ค่อยมีประสบการณ์ซะด้วย
“โห นี่มืดมากแล้ว กลับกันเถอะนะคับ ” ชิงเปลี่ยนเรื่อง ก่อนระเบิดจะลงดีกว่า
“จริง ด้วยสิ ยูกึนคงหิวแย่แล้ว กลับกันเถอะ ปะยูกึน กลับบ้านกันนะ” น้องอุคจูงมือยูกึนแล้วทำท่าจะยกอุ้ม ผมเห็นแบบนั้นก็รีบไปแย่งดีกว่า ยูกึนท่าทางตัวหนัก ขืนให้อุ้มกลับคอนโดคงเมื่อยน่าดู
“ยูกึน มาขี่คอพี่ดีกว่า ”
“ไม่ได้นะฮะ เดี๋ยวน้องตกลงมาทำไง”
“จะตกได้ยังไง ผู้ใหญ่ขี่คอยังไม่ตกเลยนะ จริงมั๊ย”
ผม ย่อตัวลงไปนั่งอีกครั้ง โดยไม่ต้องพูดอะไร น้องอุคก็ช่วยยกยูกึนให้ขี่คอผมจนได้ เราเดินกลับคอนโดไปตามทางที่ปูด้วยอิฐตัวหนอนซึ่งปูเป็นทางยาวคดเคี้ยวไปจน ถึงประตูทางออก ไฟในสวนเปิดส่องสว่าง ระยะทางไม่ใกล้ไม่ไกลนัก ไม่มีบทสนทนาที่ยืดยาว มีแค่เจ้าตัวเล็กคอยเตือนให้เดินระวังบ้างก็เท่านั้น ยูกึนพอได้ลูกโป่งคืนมาก็ไม่สนใจอะไรอีก ผมอยากจะจับมือคนข้างๆเดินไปพร้อมกันซะจริงๆ ติดตรงที่ผมต้องประคองเด็กที่ขี่คออยู่นี่สิ
“รอด้วยสิฮะ” สำเร็จ เมื่อผมแกล้งเดินเร็ว คนที่เดินตามหลังก็มาดึงชายเสื้อรั้งผมเอาไว้
“อย่าปล่อยนะคับ” ผมหันไปยิ้มให้ แล้วก็เดินต่อไปตามทาง อยากจะยืดหนทางข้างหน้าให้ไกลออกไปอีกซักหน่อย อยู่แบบนี้มันมีความสุขดีแฮะ
กลับ มาถึงคอนโด เราก็พายูกึนไปหาอะไรกิน เพราะท่าทางจะหิวมาก แล้วไม่นานคุณพ่อเค้าก็มารับกลับไป แต่ที่ทำให้ผมอึ้งเล็กน้อยไม่ว่ะอึ้งมากกก ก็พ่อของยูกึนไม่ใช่ใครที่ไหนคับ ไอ้ เอ๊ย พี่หน้าเต่าที่ขับรถมารับมาส่งน้องอุคบ่อยๆนั่นล่ะ เวรกรรม ผมหลงคิดว่าจะมาจีบแฟนผมซะอีก ขนาดตอนรู้ว่าเป็นญาติกันยังไม่ค่อยอยากไว้ใจ แต่มาเห็นแบบนี้แล้วก็โล่งใจ หายใจคล่องขึ้นมาทันที แหม มีลูกเมียแล้วก็ไม่บอกกันบ้าง แถมยังเป็นอาจารย์ที่มหาลัยผมอีกนะนั่น ผมพลาดไปหลายเรื่องนะเนี่ย แต่ยังไงก็ต้องขอบคุณพี่เต่าเยาวราชเค้าล่ะ ลูกชายพี่น่ารักดีนะคับ ผมเลยดีกับญาติพี่ง่ายๆเลย ไว้วันหลังผมจะเลี้ยงโซจูเป็นการตอบแทนละกันคับพี่ ฮ่าๆๆๆๆ (หัวเราะสะใจเอ๊ยดีใจ)
“พี่จงอุนเค้าสอนคณะไหน ทำไมพี่เห็นรู้เลยอะ” ผมสงสัยนะสิคับ เรียนมาสี่ปีไม่เคยเห็นมีอาจารย์ชื่อคิมจงอุนในมหาลัยเลย อันที่จริงผมรู้จักอาจารย์เยอะเพราะหลายท่านที่เป็นเพื่อนคุณพ่อผม แต่อาจารย์พี่หน้าเต่า นี่ไม่เคยเห็นจริงๆ
“พี่จงอุนเพิ่งจะได้เป็นอาจารย์น่ะฮะ เพิ่งจะมาสอนได้ไม่นาน พี่กี้คงเรียนจบไปก่อนแล้วมั๊ง”
“อ้อ มิน่าไม่คุ้นเลย แล้วพี่เค้าสอนคณะไหนละเนี่ย”
“คณะบริหาร ” อ่า คณะน้องอุคนี่หว่า มิน่ามารับมาส่งกันได้บ่อย พวกทางเดียวกัน นี่ถ้าไม่มีลูกเมียผมจะคิดมากแล้วนะเว้ย โชคดีไป
ความ เงียบเริ่มปกคลุม ผมก็ไม่รู้จะถามอะไรต่อ อีกคนก็ไม่เห็นอยากจะเล่าอะไรอีก เราสองคนยังมีอะไรงงๆกันอยู่ การที่ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นแบบนี้ มันทำให้ผมอึดอัด และทุกอย่างจะไม่เคลียร์ ผมควรต้องทำอะไรซักอย่าง
"น้องอุคคับ”
“หืม”
“เอ่อ…..พี่อยากจะ……บอกว่า พี่ขอโทษ”
“เรื่อง?” เด็กบ้าอย่ามาทำแบบนี้ รู้แล้วเว้ยว่าทำผิดไปซักหน่อย อย่ากวนดิ ง้อไม่ค่อยเป็น
“เรื่อง… เรื่องนั้นแหละคับ อย่าโกรธพี่เลยนะ พี่ไม่ดีเอง ขอโทษ ”
“ก็แค่รู้สึกว่ามันเร็วไป และมันดูง่ายไปรึเปล่า ” จุกเลยคับน้องอุคพูดมาแบบนี้
"น้องอุคเสียใจหรือเปล่าที่พี่ทำแบบนั้น ”
“ก็… ไม่รู้สิฮะ ผมคงตกใจมั๊ง ผมก็ผิดที่ปล่อยให้มันเกิดขึ้นจนได้”
“น้อง อุคจะว่ายังไงก็แล้วแต่ พี่ไม่เคยเสียใจเลยนะคับ พี่คงเป็นคนไม่ดีในสายตาน้องอุคไปแล้ว แต่พี่ก็ยังจะยืนยันว่าพี่ไม่เสียใจเลยที่มันเป็นแบบนี้ เพราะถ้าคนคนนั้นไม่ใช่ คิมเรียวอุค พี่ก็คงไม่ทำ ” ผมเดินเข้าไปบอกประโยคนี้ใกล้ๆ เอาไงเอากัน จะโกรธไปเลยหรือจะดีกันต่อ ก็ให้มันรู้ไป กรุทำถึงที่สุดแล้ว บอกไปหมดทุกอย่างแล้ว โว้ยยย จะเอาคนนี้เท่านั้นแหละ เข้าใจพี่ใช่มั๊ยคับน้องอุค
“ไอ้พี่กี้บ้า พูดออกมาได้ ” อ๊ากกกกกก ด่าแล้วยิ้มแบบนี้ มันน่ารักรู้มั๊ย เอาสิคับจะทุบจะตีอะไรก็เชิญเถอะคราวนี้
“ดีกันแล้วใช่ป่าว”
“อื้อ”
“อะไรนะ อีกทีดิ ”
“อะไรเนี่ย หนวดก็ไม่โกน หน้าก็ไม่ดูแลเลย มีผื่นด้วย ตาก็คล้ำ แย่จริงๆ”อ้าวเนียนเปลี่ยนเรื่องไปไกลเลย เนียนมาก
"ไม่มีคนโกนให้นี่นา หนีไปตั้งสองอาทิตย์ แย่จริงๆ” ผมย้อนไปบ้าง
"ไม่ได้ไปไหนซะหน่อย”
“งั้นก็ ไม่ต้องไปไหนหรอกนะ อยู่ด้วยกัน โอเคมั๊ย ”
“โอเคฮะ” ตอบไม่คิดเลยนะ น่ารักเกินไป
“น่า รักมากคับ” ผมดึงน้องอุคมากอดอีกที เจ้าของกลุ่มผมนุ่มๆสีน้ำตาลอ่อนตรงหน้า ทำให้รู้สึกว่า ผมคงไม่ต้องเสียเวลาไปหาใครอีก ผมเจอแล้ว คิมเรียวอุค
“ก็นี่คอนโดผมนี่ จะให้ไปไหนเล่า”
ผม ได้ยินอะไรแว่วๆวะฟังไม่ถนัด น้องอุคแอบบ่นอะไร แม่งช่างเหอะ ชีวิตต่อไปข้างหน้า ผมไม่รู้จริงๆว่าจะเป็นยังไง ทุกอย่างยังคงคาดเดาไม่ได้ อะไรจะเปลี่ยนไปบ้างผมก็ไม่อยากจะรู้นักหรอก รู้แค่ว่าวันนี้ ตอนนี้ ผมมีความสุขดีกับสิ่งที่ผมได้เลือก ด้วยตัวของผมเอง
END.
PS.
ครืดๆๆๆๆๆ
ใครโทรมาวะ คนจะนอน ผมงัวเงีย คว้าโทรศัพท์มือถือที่สั่นรบกวนโสตประสาทบนหัวเตียง มากดรับโดยไม่ได้ดูชื่อเลยซักนิด
“ฮัลโหล”
“เพื่อนชอย กุเอง”
“ไอ้โจว ว่าไงวะ”
“เปล่ากุแค่จะโทรมาบอกมึงว่า กุพร้อมแล้ว ”
ตรู๊ดๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
“ใคร โทรมาหรอคับ” ในขณะที่ผมยังงงๆกับโจวเพื่อนรักอยู่ คนข้างๆก็ตื่นจนได้ โจวมึงรบกวนกุและแฟนนะมึงรู้ตัวมั๊ยวะ แฟนกุตื่นเลยเค้าต้องการพักผ่อนนะเว้ย
ครืดๆๆๆๆๆ
ใครโทรมาวะ คนจะนอน ผมงัวเงีย คว้าโทรศัพท์มือถือที่สั่นรบกวนโสตประสาทบนหัวเตียง มากดรับโดยไม่ได้ดูชื่อเลยซักนิด
“ฮัลโหล”
“เพื่อนชอย กุเอง”
“ไอ้โจว ว่าไงวะ”
“เปล่ากุแค่จะโทรมาบอกมึงว่า กุพร้อมแล้ว ”
ตรู๊ดๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
“ใคร โทรมาหรอคับ” ในขณะที่ผมยังงงๆกับโจวเพื่อนรักอยู่ คนข้างๆก็ตื่นจนได้ โจวมึงรบกวนกุและแฟนนะมึงรู้ตัวมั๊ยวะ แฟนกุตื่นเลยเค้าต้องการพักผ่อนนะเว้ย
#1 By อุคกี้ ทึกกี้ คยูกี้ (101.108.119.182) on 2011-05-09 20:25