[SF] ~Very Important Person~ CinTeuk 3
posted on 12 Aug 2010 04:41 by missmillet
~Very Important Person~ 3
ภายในห้องแต่งตัวคลาคล่ำไปด้วยศิลปินจากหลายค่าย เนื่องจากการอัดรายการวันนี้ออกจะพิเศษกว่าวันอื่นๆนิดหน่อย จากค่ายเราถึงแม้จะไปแค่สองวง แต่ถ้านับจากจำนวนสมาชิกแล้วดูเหมือนจะเยอะที่สุดเลย น้องๆโซยอชิแดทำให้ทุกอย่างดูสดใสได้อีกตามเคย แต่แล้วก็ต้องแยกไปแต่งหน้าทำผมอีกห้องหนึ่ง ส่วนพวกเรา ยังคงนั่งเรียงรายกันคนละจุดภายในห้องแต่งตัวของพวกผู้ชาย
วันนี้แฟนๆน่าจะมากันเยอะ มันทำให้ผมตื่นเต้นอีกแล้วล่ะ ผมเหลือบมองไปที่ฮีชอล เค้ายังไม่มีทีท่าว่าจะทำอะไรนอกจากจิ้มไอโฟนไปเรื่อยๆ ผมไม่รู้จริงๆว่าเค้าคิดอะไรอยู่
ตอนนั่งรถมาก็ไม่เห็นเค้าจะพูดอะไรเลย เหมือนกับที่ผมก็พยายามแกล้งหลับในขณะที่น้องๆออกจะคุยกันเสียงดังขนาดนั้น เค้าแทบไม่มองหน้าผมด้วยซ้ำตอนจะก้าวขึ้นรถ
ผมคงผ่านวันนี้ไปอย่างยากลำบากซะแล้ว~
“ชินดง ตื่นๆ ถึงคิวเราซ้อม love song แล้ว” อึนฮยอกเขย่าไหล่ชินดงที่ฟุบหลับอยู่ สองสามที วันนี้พวกเค้ามีโชว์พิเศษกับน้องๆ 2PM ด้วยครับ
“อ่า ทงเฮ ชั้นตื่นเต้นจังเลย นายคอยดูชั้นด้วยนะ วันนี้ชั้นจะเป็นรุ่นพี่ เรน ” อึนฮยอก อวดท่าเต้นในเพลงไปด้วย
“โอเค จะคอยดู รีบๆล่ะ นายจะได้เอาขนตาล่างนี่ออกซักที ชั้นไม่ชินเลย ” ผมว่านอกจากรุ่นพี่เรนแล้ว คงยากที่ใครจะแต่งตัวแบบนั้นแล้วดูดี
ผมรู้สึกเหมือนเวลาเดินช้ากว่าปกติ ทั้งๆที่ทุกอย่างดูจะเร่งรีบไปหมด ศิลปินต่างก็หมุนเวียนกันขึ้นไปอัดการแสดงของตัวเอง ตอนนี้ถึงคิวของ super junior แล้ว พวกเราซ้อมแค่รอบเดียว ก็อัดเลย รอบแรกสำหรับ goodbye stage ยังดูไม่ค่อยสมบูรณ์ ผมจึงตัดสินใจขออัดใหม่ น้องๆต่างก็เห็นด้วยกับผม ฮีชอลดูอ่อนเพลียไปหรือเปล่านะ ใบหน้าซีดๆและตาที่แดงก่ำของเค้าทำให้ผม รู้สึกกังวล
แรงกระแทกที่หนักหน่วงกว่าทุกครั้งตอนที่เราต้องหันหลังชนกันในระหว่างโชว์ เกือบทำให้ผมต้องหันไปมอง ผมรู้สึกเหมือนเค้ากำลังสื่อสารอะไรบางอย่าง ฮีชอลนายพูดกับชั้นแล้วใช่มั๊ย ผมกำลังดีใจ และ อยากให้โชว์จบลงเสียที
ชั้นอยากได้ยินเสียงนายแล้ว ฮีชอล~
กว่าโชว์จะจบเล่นเอาผมเพลียไปเหมือนกัน ก็เมื่อคืนได้นอนซะที่ไหนล่ะ แต่ผมก็พยายามเต็มที่แล้วอะนะ ใครไม่เป็นผมไม่มีทางรู้แน่ ว่าการที่ต้องแสดงท่าทางสนุกสนานต่อหน้าคนจำนวนมากทั้งๆที่ในใจเต็มไปด้วยความเศร้าหมอง นั้นมันยากขนาดไหน ลองมาเป็นผมดูสิ ! ผมไม่เถียงว่าวันนี้ผมทำได้ไม่เต็มที่ เอาล่ะๆ ผมผิดเอง แต่จะให้ทำยังไง แค่อยากให้มันจบ เพราะผมมีอย่างอื่นที่ต้องสะสางต่างหาก
ก่อนจะขึ้นรถกลับ ผมตัดสินใจเดินตามอิทึกเข้าไปในห้องน้ำ เมมเบอร์คนอื่นๆต่างก็เปลี่ยนชุดกันหมดแล้ว รวมถึงอีทึกที่กำลังจะเข้าไปเปลี่ยนด้วยเหมือนกัน ส่วนผมนะเหรอ ขี้เกียจแล้วล่ะ เปลี่ยนที่นี่หรือกลับไปที่หอก็เหมือนกันอยู่ดี อีทึกทำไมนายเดินเร็วนักนะ ผมเดินตามเข้ามาในห้องน้ำเค้าก็เข้าไปเปลี่ยนชุดแล้ว
เมื่อเห็นว่าไม่มีใครอยู่ ผมเลยตัดสินใจยืนรออยู่ตรงอ่างล่างหน้านี่แหละ รอ รอ รอ แล้วก็รอ นายน่าจะออกมาซะที ผมเหลือบมองหน้าตัวเองในกระจก ทุเรศสิ้นดี ทำไมกลายเป็นอย่างนี้ไปได้ เสียชื่อหมดจริงๆให้ตายสิ แต่ว่า เอ๊ะ นั่น คนที่เปิดประตูออกมา อ่า ......ใช่ อิทึกกับเสื้อยืดสีขาว กางเกงพับขาสีน้ำตาลอ่อนๆ รองเท้าแตะคู่ใจ เอ่อ ผมหมายถึงมันก็ดูน่ารักดีอะนะ ก็เท่านั้น
“ ฮีชอล / อิทึก ” ให้ตายสิ ผมไม่แน่ใจว่าใครเอ่ยชื่อใครก่อน เค้าละมั๊ง
“……………” ไม่มีใครพูดอะไรต่อ ผมยังคงมองเค้าผ่านกระจก อิทึกทำไมนายถึงตาแดงน่ะ อย่าบอกนะว่านายไม่ยอมนอนด้วยเหมือนกัน ใครใช้ให้ทำอย่างนี้กันนะ นายควรดูแลตัวเองหน่อย เจ้าบ้าเอ๊ย
“ เปลี่ยนชุดเสร็จแล้วหรอ ” ในเมื่อเค้าไม่พูดต่อ ผมก็เลยพูดซะเอง ยืนนิ่งอยู่ได้นะจองซู นายเป็นคนผิดแท้ๆ นายทิ้งชั้นให้เหงาอยู่ได้ตั้งนาน
“อื้ม เสร็จแล้ว ฮีชอล เอ่อ.... แล้วนาย ” ทำไมนายต้องทำหน้าเหมือนอยากจะร้องไห้ด้วย หรือว่านายสำนึกผิดแล้วล่ะสิ
ผมไม่อยากพูดอะไรต่อแล้ว ผมตัดใจสินใจหันไปเผชิญหน้ากับอิทึกทันที อยากเห็นคนทำผิดชัดๆ ดูซิว่าจะทำหน้ายังไงอีก ผมจ้องไปในตาของอิทึก ตาใสๆของเค้าทำให้ผมอ่อนลงไปมาก ไม่ผมยังไม่ให้อภัยคนผิดง่ายขนาดนั้นหรอกนะ นายคงต้องโดนสั่งสอนอะไรซะหน่อย ผมลากอิทึกเข้าไปในห้องที่เค้าเพิ่งออกมานั่นแหละ ถุงเสื้อผ้าในมือถูกผมปลดออกอย่างไม่ใยดี ผมอาจจะดันไหล่อิทึกแรงเกินไป เมื่อหลังเค้าชนเข้ากับผนัง ถึงได้ร้องออกมา ซะขนาดนั้น ผมกดริมฝีปากลงไปข้างๆแก้ม ของอิทึก รอยบุ๋มเล็กๆ ตรงนี้เป็นของผมคนเดียว
ริมฝีปากบางๆเผยอขึ้นเล็กน้อยเมื่อผมเริ่มรุกรานเข้าใกล้ ไม่นานผมก็ได้ครอบครองเรียวปากแสนสวยที่ผม คิดถึง มาเนิ่นนาน จากที่คิดว่าจะรุนแรงในตอนแรก ผมกลับจูบเค้าอย่างแผ่วเบา ดูเหมือนคนตรงหน้าก็ไม่ได้ปฏิเสธเสียด้วย แล้วเราก็.........
ตื๊ด ตื๊ด อ่า......ใครส่งเมสเสจมาตอนนี้กันนะ ผมผละออกจากอิทึกแล้วล้วงกระเป๋าหยิบมือถือขึ้นมากดดู มันไม่ใช่ของผมซะหน่อย น่าเบื่อซะจริง
“ ของชั้นเอง... ทุกคนรออยู่น่ะ เราออกไปกันเถอะ ” อิทึกกดดูเมสเสจแล้วเงยหน้ามาบอกผม ที่ยืนพิงผนังอยุ่อีกด้าน
“ เก็บของเสียสิ...จะทิ้งเสื้อผ้าไว้ที่นี่หรือไง ” ผมผลักประตูออกมาทันที ไม่นานอิทึกก็ตามออกมา ผมฉวยมือเค้าไว้แล้วรีบลากออกจากห้องน้ำอย่างรวดเร็ว
“ฮีชอล ข้างนอกนั่น ..เอ่อเดี๋ยวคนเห็น” อิทึกพยายามดึงแขนออกจากมือผม ถ้านายมัวแต่โอ้เอ้อยุ่แบบนี้เดี๋ยวคนก็มาเห็นจริงๆหรอก ใจเสาะไม่เข้าเรื่อง
“เหอะนา รีบไม่ใช่หรอ ”
ในที่สุดเราก็ออกมาจากตึก จนได้ เห็นมั๊ยไม่มีใครเห็นซะหน่อย หรือถึงจะมีคนเห็นจริงๆ แล้วยังไง ผมไม่สนหรอก เราเดินไปที่รถตู้ที่จอดรออยู่ ประตูถูกแง้มเอาไว้นิดๆ คนที่โผล่ออกมาทันทีตอนที่เห็นผมกับอิทึกเดินมา คือ เจ้าทงเฮ เจ้านี่สู่รู้ซะจริง
“มาแล้วหรอฮะ พวกพี่ทำอะไรอยู่ นานจัง ” ทงเฮยังพูดไปยิ้มไปเหมือนเคย แฟนๆ ที่ชื่นชมกันอยู่จะรู้มั๊ยว่ามันใกล้บ้าเต็มทีแล้ว
“นายจะอยากรุ้ไปทำไม ถอยไป พี่จะขึ้นรถ ” ไม่พูดเปล่า ผมฉุดแขนอิทึกที่ยืนเงียบตั้งแต่มาถึงขึ้นมาด้วย ทำไมทุกคนต้องมองเหมือนผมเป็นตัวประหลาด พวกนายนี่นะ ไม่เคยเห็นคนหรือไง ซองมิน นายจะปลุกคยูฮยอนขึ้นมาอีกทำไมเจ้านั่นมันหลับไปแล้ว พวกนายไม่มีอะไรทำกันแล้วหรือไง
“อ่า พีฮีชอล นั่นมันที่ผมนะฮะ” ถ้าเจ้านี่ยังไม่เลิกโวยวายผมจะเตะมันกระเด็นจากรถซะเลยตอนนี้
“ที่นายข้างหลังโน่น ลืมไปแล้วหรือไง ” ถึงแม้ทงเฮจะทำหน้างงแต่ก็ยอมไปนั่งข้างๆอึนอยอกแต่โดยดี
ผมดันหลังอิทึกให้ไปนั่งริมหน้าต่าง และผมก็นั่งลงไปข้างๆ
ก็ที่ตรงนี้มันเป็นของผมตั้งแต่แรก~
ฮีชอลยังไม่ยอมปล่อยมือผมตั้งแต่เราขึ้นรถมา แถมยังฟุบหลับบนไหล่ผมอีก เสี้ยวหน้าอิดโรยที่ผมมองเห็นตอนนี้ ตอนที่เค้ากำลังหลับทำให้ผมอดยิ้มไม่ได้ เค้าอาจเป็นปิศาจร้ายสำหรับใครหลายๆคน แต่สำหรับผม เค้าก็เป็นแค่ผุ้ชายธรรมดาๆคนนึง ที่ผม รัก ก็เท่านั้นเอง
ผมยอมรับว่าตกใจที่เจอเค้าในห้องน้ำเมื่อกี๊ ทั้งผมและเค้าต่างก็คิดถึงกัน ผมรู้ดี เอาเข้าจริงแล้ว เราโกรธกันเรื่องอะไรผมก็ยังไม่รู้ อยู่ดีๆเราก็ห่างกัน และไม่พูดกัน ถึงตอนนี้ ผมก็ยังไม่เข้าใจทั้งตัวเค้าและตัวเองอยู่ดี แต่ก็ช่างเถอะ ตอนนี้เราพูดกันแล้วนี่
ความรู้สึกที่มีคนกลับมาอยู่ข้างๆ มันดีอย่างนี้นี่เอง ~
“อื้อ ถึงไหนแล้ว อิทึก” เสียงงัวเงียของฮีชอลดังอยู่ข้างๆหูผม
“ ทางด่วน ” ผมหันไปตอบเค้าเบาๆ
“อ่า ยังหลับได้อีกหน่อย ” ฮีชอลขยับตัวนิดหน่อยแล้วก็เคลิ้มหลับไปเหมือนเดิม
“หลับเถอะ ใกล้ถึงแล้วจะปลุก” เป็นผมเองที่กระชับมือที่จับกันไว้ให้แน่นขึ้น แอร์ในรถมันหนาวหรอน้องๆ ถึงได้บ่นกันใหญ่ แต่ผมไม่เห็นรู้สึกเลย
ผมแหวกม่านข้างหน้าต่างออกพอให้เห็นข้างนอกได้ มองไกลออกไป ข้างนอกนั่นมันกว้างขวางสุดลูกหูลูกตา ผมไม่เคยคิดว่าจะโดดเดี่ยวในเมื่อมี ฮีชอลอยู่ข้างๆอีกคน และไม่เคยจินตนาการถึงความรู้สึกนั้น จนกระทั่งหลายอาทิตย์ก่อนที่เราดูจะห่างกัน ผมที่ภายนอกอาจจะเข้มแข็งแต่ข้างในนั้นยังคงเก็บซ่อนความอ่อนแอเอาไว้ คงต้องอยู่ให้ได้ ถ้ามันต้องกลายเป็นแบบนั้นจริงๆ แต่ผมจะมีความสุขได้ยังไงกันนะ ถ้าขาด ฮีชอลไปซักคน
ผมจะไม่ปล่อยให้เหตุการณ์แบบนี้เกิดกับเราอีก~
TBC.
edit @ 12 Aug 2010 05:06:52 by Mizz MiLleT