[SF]=Untitled= EunHae ~ HaeEun

posted on 16 Jul 2011 22:18 by missmillet

 

 

Title  =Untitled= 

Auther  Millet

Pairing  EunHae ~ HaeEun

 

……………………………………………………………………………..

 

 

เปิดเทอมใหม่…….

อีกเทอมแล้วเหรอวะ  อันที่จริงผมแทบจะไม่รู้เรื่องอะไรกับชาวบ้านเค้าเลยเถอะว่านี่มันปิดเทอม เปิดเทอม สอบมิดเทอม หรือสอบไฟนอล   ชีวิตเด็กสถาปัตย์อย่างผม นอกจากงานที่สุมและพอกหางหมูจนยาวเป็นหางว่าว วันๆก็ไม่มีเวลาจะไปคิดถึงอะไรแล้ว บ้านก็ไม่ได้กลับมาหลายเดือน จนพ่อแม่จะแจ้งความคนหายอยู่หลายรอบ  ไหนจะนั่งแก้งาน  ทำโมเดล  โปรเจคสารพัดอย่าง เอาเป็นว่าใช้โต๊ะเขียนแบบเป็นที่ซุกหัวนอนแทนเตียง จนลืมไปแล้วว่านอนในแนวระนาบรู้สึกยังไง -_-

 

ถ้าชีวิตจะยุ่งขนาดนี้…….  ผมเลยต้องเงยหน้าขึ้นมาจากโต๊ะคู่ชีวิตที่ฟุบหลับไปตอนไหนก็จำไม่ได้ซะบ้าง  ที่พูดมาทั้งหมดนี่คือเพิ่งตื่น เอาเป็นว่าเข้าใจตรงกัน

 

 

เสียงโครมครามเบาบ้างดังบ้างจากนอกห้อง ก็พอจะเดาออกล่ะว่าวันนี้ต้องมีเด็กปีหนึ่งขนของย้ายเข้ามาหลายคน  ผมหรอ ดีหน่อยไม่ค่อยชอบอยู่กับใคร เรียนแบบผมนี่ใครก็มาอยู่ด้วยยาก เว้นแต่จะทนห้องรกๆ กับไฟที่เปิดตลอดคืน และเสียงกุกกักๆ เวลาทำงานส่งอาจารย์ได้ ตั้งแต่เรียนมาสามปี ก็ไม่เห็นจะมีใครทนได้ซักคน  

 

 

 

ตายห่าน!

 

 

จะไม่ให้ตายได้ยังไง  ปีนี้มันไม่เหมือนสามปีที่ผ่านมาแล้ว  ผมดันไปรับปากกับไอ้เพื่อนเวร ไอ้ซีวอน ไอ้หล่อประจำคณะวิศวะอะไรไว้ โอ๊ยย ลืมสนิท  นี่ถ้ามันไม่โทรมา  ก็ไม่รู้ตัวเลยนะเนี่ย เซงโคตร

 

“ ฮัลโหล ”   พอเห็นเป็นชื่อ ‘ไอ้หล่อ’ (มันบังคับให้เมมแบบนี้) กะพริบอยู่บนหน้าจอไอโฟน4 ที่ป๊าเพิ่งซื้อให้สองเดือนก่อนตอนมาเยี่ยมที่หอ ผมเลยรีบกดรับ

 

“ ตื่นยังสัด ”

 

“ เออ เพิ่งตื่นว่ะ แม่งมีไรวะ ” ทั้งที่ก็พอจะเดาออก แต่ก็ลองถามไปก่อนเผื่อแม่งเปลี่ยนใจแล้ว จะได้รอดตัว

 

“ด่าแม่กูแต่วัน  กุโทรมาเตือน วันนี้รูมเมทเก่ากูจะย้ายเข้าไป เมิงลืมยัง สัด ”

 

“ กูก็ว่าจะทำลืมๆไปเนี่ย เมิงเสือกโทรมาซะก่อน ว่าแต่เค้าจะมาอยู่จริงๆหรอวะเนี่ย กูไม่อยากจะเชื่อ”

 

“ เมิงนี่ยังไงวะ ไหนรับปากกูไว้แล้ว ทงเฮแม่งขนของไปแล้วเมื่อเช้า กุนึกว่าถึงแล้วซะอีก ”

 

“ เอาแล้วไงสัด ห้องกูรกยังกับกองขยะ เค้าจะไหวกับกูมั๊ยวะเนี่ย นี่กูบอกไว้ก่อน กูไม่ชอบปรับตัวเข้าหาใครนะเว้ย ถ้าเค้าริจะอยู่กับ อึนฮยอก เค้าต้องเข้าใจในตัวกูให้ได้ เข้าใจปะ เพื่อนเมิงอะ”

 

“ไอ้เวร เมิงก็อย่าติสแตกใส่เพื่อนกูนักล่ะ ทงเฮแม่งยิ่งเจ้าระเบียบอยู่ด้วย จะรอดมั๊ยวะ ฮ่าๆ  ” เพื่อนเวรนี่ผลักภาระมาให้ผมแล้วมาหัวเราะใส่ อย่าให้เจอตัว กุจะไล่เตะให้หมดหล่อเลยเมิง

 

“เออ  ช่างแม่งเหอะ ไหนๆกูก็พลาดแล้วนี่ มาก็มา หาที่ซุกหัวนอนเอาเองละกัน”

 

“เออ ขอบใจว่ะ เชี่ยเมิงแม่งน่ารักสาดดด แค่นี้นะ กูต้องไปงานกับที่บ้านแล้วว่ะ”

 

ไอ้ซีวอน  มันเป็นเพื่อนผมตอนอยู่มัธยม  ตอนเรียนแม่งก็สัญญากันดิบดีว่าจะเข้าสถาปัตย์ด้วยกัน เป็นไงล่ะ ตอนนี้เมิงไปม่อสาวอยู่วิศวะโน่น จริงๆพ่อมันบังคับให้เรียนแหละคับ  หน้าตาฐานะอย่างมัน ไปอยู่วิศวะก็เหมาะดี อย่ามาเถื่อนแถวนี้  เมิงมันแนวไม่พอว้อย ไอ้หล่อ  แสรดดดด!!

 

เมื่อสองอาทิตย์ก่อนมันโทรมาถามผมไว้แล้วแหละ ว่าขอให้เพื่อนมาอยู่ด้วยคน มันจะไม่อยู่หอแล้ว เรียนใกล้จบแบบนี้พ่อแม่มันอยากให้ไปฝึกงานกับบริษัทที่บ้าน  แล้วไง รูมเมทมันอยู่คนเดียวไม่ได้หรอวะ ผมพยายามถามมันไปมันก็ไม่บอก  ถ้าเมิงแทบจะกอดแข้งกอดขาขอให้เพื่อนมาอยู่ด้วยแบบนี้ ก็ยอมก็ได้วะ ผมก็เลยรับปากส่งๆไป  ในใจก็ไม่คิดว่าแม่งจะมาจริงๆหรอก อะไรวะ ไม่รู้จักกัน หน้ายังไม่เคยเห็น เออผมแค่เคยได้ยินชื่อบ้าง พี่ซีวอน พี่ทงเฮคณะวิศวะ แม่ง สาวคณะผมกรี๊ดกันใส้แทบหลุด เสียจริตกันไปหลายคน ข่าวว่าหล่อระดับโอทอป เอ๊ยระดับทอปของคณะ จะคอยดู  กูไม่หล่อ แต่กูแนวและติส  เรามันคนละทางกันว่ะ

 

ผมล้มตัวลงบนเตียงทีไม่ได้นอนมาร่วมเดือน  เออนุ่มดีกว้างด้วย ถ้านอนคนเดียว  เอาแล้วไง  ทงเฮ (คนอะไรวะชื่อทะเล) มันจะนอนไหนวะเนี่ย ไม่ให้นอนเตียงเดียวกันแน่ๆอะ   ไม่ทันได้ตัดสินใจอะไร เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น ขัดจังหวะเหมือนละครน้ำเน่าช่อง SBS ไม่มีผิด 

 

มันจะยากอะไรกับการลุกไปเปิดประตู   ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าคนที่ยืนอยู่หน้าประตูจะเป็นใคร   ทงเฮ  นั่นแหละที่ทำให้ยาก แต่ก็มาถึงขั้นนี้แล้ว เอาวะ

ผมลุกไปเปิดประตูปุ๊บ ตามคาด  คนที่ได้เจอคือ

 

 

 

 

 

 

 

ยาม !  พ่อเมิงตายกูโคตรตื่นเต้น  ลุงยาม มาทำไมวะ

 

 

 

 

“ คะ คุณ อะ อึนฮยอกใช่มั๊ยครับ ” ลุงยามแก่ๆ ขยับแว่นแล้วมองลอดแว่นถามผม

 

“คับ ลุงมีอะไรหรือเปล่าคับ”   ผมยืนเกาพุงถามไปบ้าง อารามตกใจไม่ทันได้ใส่เสื้อ

 

“มะ มี พะ เพื่อนมาหาครับ”  คือลุงแกติดอ่าง ผมลุ้นจนปวดฉี่เลยว่ะกว่าจะหลุดมาแต่ละคำ

 

“อ่อ … คับ ไหนละคับ”  ผมเปิดประตูให้กว้างขึ้น เมื่อกี้แง้มไว้นิดๆ เงยหน้าขึ้นมาอีกทีลุงแกก็ขยับออกไปข้างๆแล้วเดินกลับไปที่ลิฟท์  ส่วนผมก็เจอกับ …..

 

 ไอ้เตี้ยที่ไหนวะ ยืนอยู่หน้าประตูแทน  หล่อตรงไหนวะเนี่ยโคตรเตี้ย(นึกในใจ) พอมันเงยหน้าขึ้นมาจากกระเป๋าใบยักษ์  โห แม่งทำไรมาหน้าโคตรจะใส อย่างนี้เค้าไม่เรียกหล่อแล้วว่ะ แถวบ้านเรียก น่ารัก สัดเอ๊ยยย ผมเผลอเอามือหยาบกร้านลูบหน้าตัวเอง แทบจะสลัดออกทันที หน้าผมกะไอ้เตี้ยนี่มัน Before and After ในโฆษณาโฟมล้างหน้า For Men ชัดๆ คงไม่ต้องให้เดาว่าใครก่อนหลัง

 

 

 “ทงเฮใช่ปะวะ เพื่อนซีวอน”  ในฐานะเจ้าของห้อง ผมเอ่ยทักไปก่อน

 

“อือฮึ หวัดดี อึนฮยอก”  มันตอบรับและจัดยิ้มหวานมาให้หนึ่งที  เออเมิงนี่มนุษยสัมพันธ์ดี จะได้อยู่กันยืด หรือเปล่าวะ

 

“ เฮ้ย เข้ามาดิ  ของเยอะปะ ช่วยขน ”  มันมาดีผมก็ดีกลับไป กะจะแสดงน้ำใจช่วยขนของ แต่ดูไปดูมามันมีแต่กระเป๋าใหญ่ๆใบเดียว กับกระเป๋าโน๊ตบุคเล็กๆอีกอัน

 

“ไม่เป็นไร มีแค่นี้แหละ” เห็นแบบนี้ผมเลยเปิดประตูจนสุด ให้ลากกระเป๋าเข้ามาง่ายๆ  

 

ไอ้เตี้ยในชุดกางเกงยีนส์กับเสื้อยืดสีดำ ก้าวเข้ามาในห้องอย่างระแวง เมิงไม่ใส่ชุดทหารมาด้วยเลยล่ะ มันปล่อยมือจากกระเป๋าแล้วถอดเสื้อฮูดสี้ส้มตัวนอกออกแต่งตัวจัดมากนะเมิงนี่  จัดว่าเยอะ  ตาก็มองไปรอบห้อง ตั้งแต่พื้นยันเพดาน เมิงจะสแกนหาอะไร ระวังจะเจองูนะเว้ย คือห้องกูรก กูเข้าใจ ไม่มีเวลาจัดว่ะ โทษที

 

“ห้องรกหน่อยนะ ไม่มีเวลาว่ะ งานยุ่ง”  เห็นมันทำหน้าไม่ดีเลยแถหาเหตุไปก่อน เอาตัวรอด

 

“อื้ม ไม่เป็นไร”  เหมือนมันจะแค่นยิ้ม ไอ้ไม่เป็นไรของเมิงนี่แอบด่ากูในใจแน่ๆ  กูรู้ทันหรอกนา

 

“เออ งั้นก็ตามสบาย ” 

 

แม่งเหมือนเดทแอร์ชั่วขณะ ผมก็ไม่ถนัดการเข้าสังคมซักเท่าไหร่ กูต้องทำอะไรต่อวะเนี่ย ไอ้เตี้ยก็ยืนเก้ๆกังๆแต่ก็ยังสแกนทรัพย์สมบัติของผมไม่เลิก เออไหนๆมาอยู่ด้วยกันแล้ว ผมจะบอกกติกาการอยู่ร่วมห้องกับ อึนฮยอก ที่ผมเพิ่งจะคิดขึ้นมาสดๆกับมันเลยแล้วกัน 

 

“เฮ้ยเมิงอะ นั่งก่อนดิ ”

 

มันตามผมมานั่งที่โซฟา ที่ผมเดินนำมาแหวกทางให้ก่อนแล้ว คือก่อนหน้ามันเต็มไปด้วยโมเดล และงานออกแบบที่ม้วนๆ กระจัดกระจายอยู่เต็มพื้นที่

 

“คือกูอะ เอ๊ย เราอะ ไม่เคยอยู่กับใครว่ะ แล้วก็บอกตามตรง ไม่ชินจริงๆที่ใครจะมาอยู่ด้วย แต่เอาวะไหนๆ ก็เลี่ยงไม่ได้ ก็ต้องมีข้อตกลงกันหน่อยนะเว้ย ”

 

“เออ ว่ามาดิ”  มันแอบเหล่มาที่ผมหลายทีแล้ว ทำไมวะ  กูหน้าเหมือนญาติแถวมกโพบ้านเกิดเมิงหรือไง  ไอ้เตี้ยมันเป็นเด็กบ้านนอก อันนี้ไอ้ซีวอน มันเมาท์มาอีกที ผมก้มลงมองตัวเอง ไอ้ห่า กูใส่แค่บอกเซอร์ตัวเดียว เออช่างเหอะ  เดี๋ยวเมิงก็ชิน  ก่อนที่มันจะเสียเวลาไปมากกว่านี้ผมเลยอธิบายกฎการอยู่ร่วมกันให้มันฟัง ดังนี้

 

 

“ข้อแรก  คือกูอะพูดเพราะไม่เป็น กูขอพูดกับเมิงแบบเดียวกับที่พูดกับไอ้ซีวอนมันแล้วกัน  เอาเป็นว่าข้อนี้เมิงตกลงนะ

 

ต่อไปข้อสอง  กูไม่เคยปิดไฟตอนกลางคืน เมิงเห็นใช่ปะ คือทำงานทั้งคืนอะ เพราะงั้นถ้าเมิงจะนอนเมิงต้องแก้ปัญหาด้วยการหาที่ปิดตาเอาเอง เค๊

 

ข้อสาม  ถึงกูจะไม่ค่อยได้ใช้เตียง แต่กูก็ไม่ชอบให้ใครมานอนบนเตียงกู นั่นก็หมายความว่า ที่นอนของเมิง ก็คือตรงนี้ โซฟา กูยกให้ (เตี้ยๆแบบนี้นอนโซฟาก็พอ)

 

ข้อไหนแล้ววะ อ้อ สี่   เวลากูคิดงาน ห้ามทำเสียงรบกวนกูเด็ดขาด ไม่งั้นกูอาร์ตไม่ออก มีผลต่ออนาคต ถ้าเมิงจะต่อเนทเล่นเกม อย่าลืมอะ… หูฟัง 

 

ข้อห้า  กูคิดไม่ออกแล้วว่ะ  เอาเป็นว่าคิดอะไรออกเมื่อไหร่กูค่อยบอกเมิงละกัน “

 

ไอ้เตี้ยอ้าปากหวอ เมิงจะพูดอะไรมั๊ยล่ะ แต่กูหวังจะได้ยินแค่คำว่า

 

“เออ ตกลง ”  เฮ้ย คำนี้แหละ  เตี้ยแม่งว่าง่ายจริง

 

>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>

TBC

 

 

 

 

 

[SF] =Café au lait= #WONKYU - I

posted on 29 Jun 2011 01:51 by missmillet

Title        Café au lait 

Auther    Millet

Pairing   Siwon x Kyuhyun 

 

…………………………………………………………………………….>>

 

 

 

 

 

 

 

 “สายป่านนี้แล้ว ทำไมยังไม่มีลูกค้าซักคนล่ะทงเฮ”  พนักงานใหม่ในชุดเสื้อเชิ๊ตสีขาว ที่มีหูกระตายสีดำเล็กๆผูกไว้ให้พอน่ารัก หยิบผ้ากันเปื้อนสีน้ำตาล ข้างหน้าปักโลโก้รูปถ้วยกาแฟ พร้อมคำว่า café au lait ขึ้นมาสวม  ออกปากถามไปด้วยความสงสัย 

 

“คงเพราะฝนตกหนักเมื่อเช้าละมั๊ง”  ทงเฮถือผ้าเช็ดกระจกเปิดประตูออกไปหน้าร้าน ไม่ลืมที่จะขยับป้ายสีขาวที่สลักอักษรสีฟ้าคำว่า OPEN  ให้เข้าที่  ยกมือขึ้นป้องหน้าผากเงยหน้าขึ้นฟ้า ตาเล็กหรี่ลงอย่างอัตโนมัติเพราะแสงแดดอ่อนๆหลังฝนแยงตาเข้าให้ 

 

“ไม่ใช่ว่ามาทำงานวันแรกก็ทำเค้าเจ๊งหรอกนะ   ถ้าวันนี้ขายไม่ได้จะทำไงละเนี่ย”   ไม่ได้พูดเล่น แต่คิดจริงๆ   ก็ไม่ใช่เพราะตัวเค้าเองหรือไงที่ทำเรื่องจนต้องถูกไล่ออกจากร้านอาหารจีนในเมือง  โชคยังดีที่ทงเฮเพื่อนรักโทรมาว่ามีตำแหน่งงานว่างที่ร้านกาแฟชานเมืองแบบนี้พอดี  หวังว่าคราวนี้จะไม่ทำให้ทงเฮซวยไปด้วยหรอกนะ

 

“คิดมากนา  เดี๋ยวก็ต้องมีเชื่อสิ ” ทงเฮระบายยิ้มออกมาเต็มหน้า ไม่มีวี่แววกังวลเหมือนเพื่อนรักเลยซักนิด

 

“อย่างงั้นหรอ”   

 

ในเมื่อยังไม่มีลูกค้าหลงเข้ามาซักคน ก็ฆ่าเวลาด้วยการเดินเช็ดโต๊ะทุกตัวทั่วร้าน ขยับเก้าอี้ให้เข้าที่ เป็นระเบียบเป๊ะทุกอย่าง และสาบานได้ว่าทำซ้ำเป็นครั้งที่สองแล้วก็ยังไม่มีใครมาอยู่ดี

 

 

 

 

 

 ÷¤— •·.·´¯`·.·• •·.·´¯`·.·• «·´`· ÷¤— •·.·´¯`·.·• •·.·´¯`·.·• «·´`· ÷¤— •·.·´¯`·.·• •·.·´¯`·.·•

 

 

 

 

 

Café au lait ยินดีต้อนรับครับ”  คยูฮยอนเงยหน้าขึ้นจากเคาท์เตอร์ทันที เมื่อได้ยินเสียงทงเฮกล่าวต้อนรับลูกค้ารายแรก ไม่ใช่สิกลุ่มแรกของวันต่างหาก 

 

“เอาไง ลองเลยมั๊ยล่ะ”  ทงเฮยื่นเมนูพร้อมกระดาษปากกาจดออเดอร์ให้คยูฮยอนได้ลองทดสอบฝีมือดูซักหน่อย

 

“นายก่อนดิ  ตื่นเต้นอะ กลัวพลาด”

 

“ไม่ลองจะรู้ได้ไงเล่า ไปเลยยยยย”

 

“เอาไว้ลูกค้าคนต่อไปนะ สัญญาจะไปรับออเดอร์เอง ชงกาแฟเอง เสิร์ฟเองทุกอย่างเลย”

 

“เอางั้นนะ โอเค”  ทงเฮเห็นเพื่อนกำลังตื่นเต้นเลยไม่อยากบังคับ ให้เวลาทำใจอีกหน่อยแล้วกัน

 

 

ในระหว่างที่ทงเฮออกไปรับออเดอร์จากกลุ่มพนักงานบริษัทสาวๆสามสี่คนที่เลือกที่นั่งติดกระจกมุมในสุดของร้าน  คยูฮยอนจัดแจงเช็ดเคาท์เตอร์ เตรียมถ้วยกาแฟถาดรองรอไว้ ตวัดสายตาเพียงนิดเดียวก็เหลือบไปเห็นกระดาษโพสต์อิทสีฟ้าอ่อน มีข้อความเขียนไว้ว้า

 

 


 



 

 

คุณ ซีวอน

อเมริกาโน่ + มัฟฟินชอคโกแลต

 

 

 

 

 


คยูฮยอนหยิบขึ้นมาดู เลิกคิ้วสงสัยแล้วแปะกระดาษกลับไปที่เดิม  หมอนี่ท่าทางจะกินเป็นอย่างเดียว  ไม่ได้รู้จักมักจี่คนชื่อซีวอนอะไรนี่หรอกนะ  แต่ถ้าถึงขั้นต้องจดเอาไว้แบบนี้แสดงว่าคงเป็นของโปรดของเจ้าของชื่อนี่แน่ๆ   อย่าไปสนใจเลย

 

ทงเฮกลับมาหลังเคาท์เตอร์ตอนไหนทำไมเค้าไม่รู้ตัวเลยล่ะ  กำลังจะช่วยหยิบจับแก้วคาปูชิโน่ร้อนใส่ถาดไม้ให้ แต่ทงเฮร้องห้ามไว้ก่อน

 

“นายชงอเมริกาโน่ตามสูตรในกระดาษนี่ แล้วเตรียมมัฟฟินสองชิ้นใส่กล่องไว้ด้วย”

 

“…….”

 

“ของคุณซีวอน”   คยูฮยอนอ้าปากค้างไม่ทันได้ถามไถ่   ทำไมต้องชงตอนนี้ด้วย คุณซีวอนอะไรนั่นมาตอนไหนกัน ในร้านตอนนี้ก็มีแต่สาวๆกลุ่มนั้นนี่นา   ถึงจะสงสัยแต่ตอนนี้ก็กำลังทำตามที่ทงเฮบอกอยู่

 

 

 

ทงเฮถือถาดเปล่ากลับมา คยูฮยอนก็ชงอเมริกาโน่เสร็จพอดี กำลังจะเทใส่แก้วเซรามิคสีขาวที่เตรียมไว้ ทงเฮก็ร้องห้ามอีกครั้ง

 

“ใส่แก้วแบบ Take home น่ะ”  ไม่พูดเปล่ายื่นแก้วสำหรับใส่กาแฟร้อนแบบ Take home ที่ว่าให้เสร็จสรรพ

 

ระหว่างนี้ทงเฮจัดมัฟฟินชอคโกแลตสองชิ้นใส่กล่องกระดาษสีน้ำตาลอ่อน ผูกริบบิ้นสีน้ำตาลเข้มที่มีชื่อร้านสกรีนติดอยู่ เลื่อนกล่องมาวางตรงหน้าพนักงานมือใหม่ 

 

“ลูกค้าคนที่สอง ยกให้นายจัดการ”

 

“หือ”   คยูฮยอนยังสงสัยไม่เลิก

 

“ของคุณซีวอน ที่ทำงานเค้าอยู่ตรงนั้น”    ทงเฮชี้มือไปทางโฮมออฟฟิศอีกฝั่งถนน 

 

“ต้องเอาไปส่ง” ทั้งที่พอจะเดาออก แต่ก็ยังจะทำหน้าสงสัย

 

“ถูก   นายข้ามถนนไปแล้วขึ้นไปส่งกาแฟบนห้องทำงานเค้าได้เลย พนักงานที่นั่นคุ้นเคยกับร้านเราดีอยู่แล้ว แค่บอกว่ามาส่งกาแฟให้คุณซีวอน เดี๋ยวก็มีคนพาไปเองนะแหล่ะ”

 

“อาฮะ”

 

“อ้อ นายไม่ต้องเก็บเงินเค้าล่ะ สิ้นเดือนเราจะส่งบิลไปเก็บทีเดียว เข้าใจ๊”

 

“อื้ม เข้าใจแล้ว…. ไปเลยนะ” 

 

“ลุยเลย ข้ามถนนระวังด้วยล่ะ”

 

 

 

 

 

 ÷¤— •·.·´¯`·.·• •·. ·´¯`·.·• «·´`· ÷¤— •·.·´¯`·.·• •·. ·´¯`·.·• «·´`· ÷¤— •·.·´¯`·.·• •·. ·´¯`·.·•

 

 

 

 

ทงเฮยืนยิ้มมองคยูฮยอนในเครื่องแบบพนักงานร้าน café au lait แบบเต็มยศ ขนาดผ้ากันเปื้อนยังไม่ยอมถอดออก แถมด้วยหมวกแก๊ปสีเดียวกันเพิ่มเข้าไปอีกเพื่อนของเขานี่น่ารักดีอย่างที่คุณเค้าว่าไว้จริงๆ เป็นเพื่อนกันมานานก็เพิ่งมาสังเกตนี่แหละ  มิน่าล่ะ…. คิดแล้วก็อมยิ้มจนเกือบไม่ได้ยินลูกค้าคนใหม่เรียกขอเมนู

 

 

 

 

คยูฮยอนเดินข้ามถนนที่ออกจะโล่งพอสมควร ถึงจะใกล้เที่ยงแล้วก็ตาม แต่ที่นี่ไม่ใช่เขตเมืองรถราก็ไม่ได้วิ่งกันขวักไขว่ซักเท่าไหร่  แต่ยังไงก็แอบรู้สึกกลัวนิดๆ  เคยแต่เสิร์ฟอาหารอยู่ในร้านไม่เคยต้องออกมาเดินส่งถึงที่แบบนี้นี่นา พยายามมองซ้ายมองขวายังไงก็ต้องระวังตัวเอาไว้ก่อน ไหนจะกาแฟแก้วใหญ่กับกล่องขนมนี่อีก  นึกแล้วก็หมั่นไส้เล็กๆ เป็นเจ้าคนนายคนมันก็ดีอย่างนี้ จะกินอะไรแต่ละทีต้องให้ไปส่งถึงที หรือว่าแก่แล้วเดินไมไหวก็ไม่รู้  เหลือบมองตึกออฟฟิสตรงหน้า ถึงแม้จะไม่ใช่ตึกสูงระฟ้า แต่ก็ใหญ่โตโอ่อ่าไม่ใช่เล่น คนที่เป็นเจ้าของได้คงไม่ใช่คนหนุ่มอายุน้อยๆแน่นอน คิดได้แบบนี้ก็เดินตรงไปผลักประตูกระจกบานใหญ่ทันที

 

 

“สวัสดีฮะ มาจาก café au lait   เอากาแฟมาส่งให้คุณ..  เอ่อ คุณซีวอนฮะ“   เกือบลืมชื่อแล้วมั๊ยล่ะ มัวแต่นินทาเขาในใจนานสองนาน

 

“อ้อ  เชิญชั้น 5 ค่ะ เคาะประตูแล้วเข้าไปส่งได้เลยนะคะ เดี๋ยวจะโทรไปเรียนท่านให้ค่ะ”  พนักงานต้อนรับสาวสวยโปรยยิ้มหวานให้ และไม่ลืมต่อสายไปบอกเจ้าของกาแฟให้เป็นที่เรียบร้อย

 

 

คยูฮยอนพยายามมองหาลิฟท์แต่ก็ไม่มีส่วนไหนของอาคารที่บ่งบอกว่าเป็นลิฟท์เลย เห็นก็แต่บันได ที่พอจะนำทางขึ้นไปชั้น  5 ได้   ยืดคอมองไปจนสุดทางแล้วก็เข่าอ่อนพิกล   เจ้าของที่นี่นอกจากจะแก่แล้วยังงกอีกด้วย มีเงินสร้างตึกใหญ่โตกับอิแค่ลิฟท์ซักตัวยังไมได้   บ่นไปก็เท่านั้น รีบถือกาแฟกับกล่องขนมปีนขึ้นไปชั้นบนสุดจะดีกว่า

 

 

 

 

 

Managing Director

      Choi Siwon

 

 


ป้ายสีทองหน้าห้องที่มีอยู่แค่ห้องเดียวบนชั้น 5 ที่คยูฮยอนยืนหอบอยู่ เขียนไว้แบบนี้   โอเคไม่ผิดแน่   เหนื่อยชะมัด เด็กหนุ่มขยับปีกหมวกขึ้นเอามือลูบหน้าตัวเองที่ชื้นเหงื่อเล็กน้อย พยายามหายใจลึกๆเพื่อปรับจังหวะการหายใจที่ตอนนี้ออกจะเร็วและรุนแรงไปซักหน่อย

 

ก๊อก ก๊อก  เคาะเพียงเบาๆเท่านั้น  ก็มีเสียงจากด้านในเล็ดลอดออกมา

 

 

“ เชิญ ”  ได้ยินแล้วรู้สึกเย็นยะเยือกจนบอกไม่ถูก ได้แต่คิดในใจว่าลุงคนนี้เสียงไม่เหมือนคนแก่ซักนิด

 

คยูฮยอนผลักประตูอย่างเบามือ  ไม่กล้าเงยหน้าขึ้นมองคนที่อยู่ในห้องเลย ปีกหมวกแก๊ปถูกขยับให้ลงมาปกปิดใบหน้าเข้าไปอีก ก้าวเท้าเข้าไปพอพ้นขอบประตูถึงได้กลั้นใจพูดออกไป

 

“กาแฟจาก  café au lait ฮะ เอ่อ คับ ”  ทำไมต้องตัวสั่นด้วยก็ไม่รู้ คยูฮยอนรู้สึกแต่เพียงว่าเหมือนทำอะไรผิดมา นึกแล้วก็โทษตัวเอง ไม่น่านินทาคนตรงหน้าตลอดทางเลย ร้อนตัวนึกเอาเองว่าคุณซีวอนล่วงรู้หมดแล้วว่าเค้าคิดอะไรไปบ้าง

 

“จะยืนตรงนั้นอีกนานมั๊ย” ซีวอนวางปากกาและปิดแฟ้มเอกสารบนโต๊ะลง เพ่งมองพนักงานร้านกาแฟที่ยืนนิ่งอยู่หน้าประตู แถมยังก้มหน้างุด แต่ปลายจมูกโด่งรั้นที่โผล่พ้นปีกหมวกแก๊ปออกมาไม่บอกก็รู้ว่าเป็น คยูฮยอน   ไม่ผิดตัวแน่

 

“เข้ามาสิ   อ้อวางกาแฟไว้บนโต๊ะนั่นละกัน” 

 

พอได้ยินแบบนี้คยูฮยอนจำต้องเงยหน้าขึ้นมามองเพราะสายตาเขาตอนนี้เห็นเพียงพื้นพรมสีเทาของห้องนี้เท่านั้น แล้วก็ต้องตกตะลึงเกือบทำตาโตเท่าไข่ห่าน ถ้าไม่ติดว่ามีของเต็มมือจะยกมือเล็กๆขึ้นมาทาบอกให้รู้แล้วรู้รอดไปเลย คุณ ชเว ซีวอน หรือลูกชายของคุณ ชเว ซีวอนกันแน่ ผิดกับที่คาดไว้หน้ามือเป็นหลังมือ  ชายหนุ่มวัยไม่น่าจะเกินสามสิบ จากการเพ่งพินิจด้วยสายตาที่เบิกกว้างของคยูฮยอนตอนนี้ ชุดสูทสีน้ำตาลอ่อนที่ไม่บอกก็รู้ว่าราคาต้องแพงมากแน่ๆ มันช่างเหมาะกับคนรูปร่างแบบเขาเสียจริง  คำจำกัดความของคนที่นั่งอยู่หลังโต๊ะทำงานและกำลังสบตากันอยู่ตอนนี้คำเดียวเท่านั้น  หล่อ คยูฮยอนหมายมั่นปั้นมือว่าซักวันเขาจะต้องใส่ชุดสูทเท่ห์ๆ แบบนี้บ้าง 

 

 

มัวแต่คิดอะไรอยู่ก็ไม่รู้  พยายามมองซ้ายขวา ก็เห็นชุดโซฟาดีไซน์หรูหราเข้ากันกับเฟอร์นิเจอร์อื่นๆในห้อง   รีบเดินเอากาแฟและขนมวางไว้ แล้วรีบหมุนตัวเพื่อจะได้รีบออกจากห้องนี้ไปเสียเร็วๆ แต่มันคงเร็วไปหน่อย หันมาปุ๊บก็ชนเข้ากับอะไรก็ไม่รู้เพราะตอนนี้คยูฮยอนหลับตาปี๋ แต่กลิ่นน้ำหอมราคาแพงจางๆที่กำลังลอยแตะจมูก ทำให้พอจะเดาได้  ซวยแล้ว 

 

 

 

ทำไมเดินมาไม่ให้ซุ่มให้เสียง ’   คยูฮยอนได้แต่ค่อนขอดเจ้าของร่างสูงที่อยู่ใกล้กันแค่คืบในใจ  วันนี้เขาต้องนินทาคนคนนี้ในใจกี่รอบแล้วนะ

 

“เจ็บรึเปล่า”   ซีวอนเห็นเด็กหนุ่มยืนตัวแข็งทื่อ เลยเอื้อมมือไปจับตรงต้นแขนเบาๆ

 

“ปะ เปล่าฮะ” คยูฮยอนพยายามลืมตาอย่างยากลำบากเพียงเพื่อจะรีบตอบคำถามและคิดจะกล่าวลาเสียที

 

“ไม่เป็นไรก็ดีแล้ว”   นอกจากจะยืนใกล้กันจนแทบจะหายใจรดกันอยู่แล้ว พูดเสร็จคุณซีวอนอะไรนี่ยังยิ้มเสียจนเห็นว่ามีลักยิ้มอยู่ตรงแก้มทั้งซ้ายขวา   คยูฮยอนรู้สึกว่าถ้าไม่มีมือก็คงดีเพราะตอนนี้ไม่รู้ว่าจะเอาไปวางไว้ตรงไหน ลองขยับปีกหมวกก็แล้ว   ถูกับผ้ากันเปื้อนที่เขาเองก็เพิ่งจะรู้ตัวว่าสวมมันออกมานอกร้านด้วยก็แล้ว   แต่คุณซีวอนก็ยังไม่ยอมเอามือที่จับแขนเขาไว้ออกไปเสียที

 

 

“งั้นผมขอตัวนะฮะ”   ซีวอนยอมรับว่าเผลอตัวไปนิดหน่อย   ในระหว่างที่เขาไม่ยอมปล่อยมือจากเด็กหนุ่มนั้น ก็ได้ลอบสังเกตใบหน้าที่เขาคิดเอาเองว่าหวาน แพขนตาที่ยาวระเรื่อยไปตามขอบตายิ่งกว่าเด็กผู้หญิง จมูกได้รูป   กลีบปากแดงที่ออกจะซีดลงนิดหน่อย   เด็กคนนี้น่ารักเหมือนตอนที่เห็นครั้งแรก   ครั้งแรก   ที่ร้านอาหารจีน

 

“อื้อ เชิญสิ ขอบใจมาก”   ซีวอนลดมือลง   ส่งยิ้มให้อีกครั้ง คยูฮยอนรู้สึกเหมือนหลุดออกจากกรง พร้อมจะโบยบินไปให้ไกลที่สุดทันที  รู้สึกว่ามีอะไรแปลกๆ  แต่คิดเท่าไหร่ก็เดาไม่ออกว่ามันคืออะไรกันแน่   

 

 

 

ซีวอนมองตามเด็กหนุ่มที่รีบวิ่งออกไปตรงประตู แล้วก็อดยิ้มให้กับตัวเองอีกทีไม่ได้  ไม่รู้เพราะอะไรเขาถึงได้อยากเห็นคยูฮยอนทุกวันเหมือนตอนนี้  แต่จะให้ทิ้งบริษัทขับรถไปกินอาหารจีนในเมืองทุกวันก็คงไม่ไหว  สู้ทำให้คยูฮยอนมาอยู่ใกล้ๆจะได้เห็นหน้ากันบ่อยเท่าที่ใจต้องการแบบนี้ง่ายกว่าเยอะ พนักงานร้านกาแฟคนเก่าที่อยากกลับไปทำงานใกล้บ้านในเมือง  แลกกับพนักงานที่ทำให้แขกของร้านไม่พอใจแบบที่หาสาเหตุไม่ได้ก็คุ้มกันดีนี่  แถมเงินค่าจ้างให้กับแขกเรื่องมากสองคนในร้านอาหารจีนอีกนิดหน่อย คุ้มเกินคุ้ม

 

“ไปนานจัง”   ทงเฮยืนยิ้มกริ่มอยู่หลังเคาท์เตอร์แซวอย่างรู้ทัน ป่านนี้คุณซีวอนจะทำอะไรเพื่อนของเขาไปถึงไหนแล้ว   คยูฮยอนถึงกลับมาพร้อมแก้มที่แดงลามใบถึงหูขนาดนี้   แอบรู้สึกผิดเล็กน้อยที่ร่วมมือกับเจ้านาย หลอกให้คยูฮยอนมาทำงานที่นี่สำเร็จ

 

“ข้ามถนนยากน่ะ รถมันเยอะ” 

 

“หรอ”   ทงเฮชะโงกออกไปมองนอกร้านก็เห็นนานๆทีรถถึงจะผ่านมาซักคัน   แต่ก็ไมได้ซักอะไรต่อ ได้แต่ก้มลงไปกลั้นยิ้มไว้ก็เท่านั้น

 

“ยิ้มอะไรวะ”   คยูฮยอนไม่ได้รู้สึกไปเองใช่มั๊ยว่ามันแปลกๆ   ทำไมทุกอย่างมันไม่ปกติจนเขารู้สึกได้ขนาดนี้นะ

 

“เปล๊า… เหงื่อออกจะหมดตัวแล้วไปล้างตาล้างตาก่อนดีกว่ามั๊ย” 

 

“อื้อ  ดีเหมือนกัน  ร้อนชะมัด”  คยูฮยอนถอดผ้ากันเปื้อนออกวางโครมลงบนเคาท์เตอร์ รีบเดินหลบไปหลังร้าน

 

 

 

 

 

วันนี้ลูกค้าไม่ค่อยเยอะมาก พนักงานประจำร้านสองคนแทบจะว่างกันทั้งวัน จนบางครั้งคยูฮยอนถึงกับสัปหงกหัวแทบโขกเคาท์เตอร์ อยากรู้จริงๆเจ้าของร้านที่นี่เอาเงินที่ไหนจ้างพนักงานกันนะ แล้วอย่างนี้งานที่นี่จะมั่นคงหรือเปล่า สงสัยคยูฮยอนต้องไปเล็งร้านอาหารแถวนี้แอบรับจ๊อบเสิร์ฟตามที่เขาถนัดเสียแล้ว  คิดแผนชั่วได้ไม่เท่าไหร่ก็ถูกทำลายลงเพราะทงเฮเอาแก้วกาแฟเคาะหัวเสียนี่

 

“เก็บร้านเถอะ   ฝนใกล้ตกแล้ว ปิดร้านเลยแล้วกัน”

 

“มันยังไม่ถึงเวลาไม่ใช่หรอ   เจ้าของร้านเค้าไม่ว่าเราหรือไง   ไม่อยากโดนไล่ออกนะ”

 

“ไม่ว่าหรอกนา  โทรไปบอกเค้าให้แล้ว วันนี้มีนัดกับฮยอกแจด้วย  ต้องรีบไปน่ะ นายจะไปด้วยกันมั๊ย”  คยูฮยอนรู้ดีว่าเพื่อนชวนไปตามมารยาทเท่านั้น สองคนนั้นเป็นแฟนกัน จะให้เขาไปนั่งเป็นก้างขวางคอได้ไงกันล่ะ

 

“ นายไปเถอะ ”

 

 

 

 

 

 

÷¤— •·.·´¯`·.·• •·. ·´¯`·.·• «·´`· ÷¤— •·.·´¯`·.·• •·. ·´¯`·.·• «·´`· ÷¤— •·.·´¯`·.·• •·. ·´¯`·.·•  

 

 

 

 

ปิดร้านแล้วทั้งสองคนก็แยกย้าย  คืนนี้ทงเฮคงจะค้างที่บ้านฮยอกแจ ก่อนกลับที่พักคยูฮยอนเลยนึกถึงแผนชั่วร้ายที่เขาคิดไว้ ไปตระเวนหาอะไรกินแถวนี้ดูดีกว่า เผื่อมีร้านอาหารขาดพนักงานจะได้ขอชิ่งมาทำซะเลย บอกตามตรงไม่ค่อยชอบทำงานร้านกาแฟเท่าไหร่มันไม่ชิน  เดินลัดเลาะไปตามซอยเล็กๆ เหมือนเป็นศูนย์รวมร้านอาหารนานาชาติเลยทีเดียว ร้านซูชิ  ร้านราเมน ร้านอาหารเกาหลีแบบต้นตำหรับ ร้านที่ขายเฉพาะโซจูกับของมึนเมา ร้านอาหารจีนก็ยังมี  

 

ถึงแม้จะมีประสบการณ์ไม่ดีที่ร้านเก่าเรื่องที่เขาถูกไล่ออก ถึงตอนนี้ก็ยังงงไม่หายว่าทำผิดเรื่องอะไรถึงขั้นต้องโดนไล่ออกกลางคันแบบนั้น  บอกใครคงจะเสียเครดิตน่าดู เอาเป็นว่ามีแค่ทงเฮเท่านั้นแหละที่เขายอมเล่าให้ฟัง แต่เห็นร้านอาหารจีนแบบนี้ก็คิดถึงงานเก่า ลองเข้าไปทำทีว่าเป็นลูกค้าดูก็ไม่น่าจะเสียหายอะไร

 

 

คยูฮยอนเดินดุ่มๆเข้าไปในร้าน พนักงานสาวใส่กี่เพ้าสีแดงที่แม้แต่เขาเองก็อดจะมองต้นขาขาวจั๊วที่โผล่พ้นออกมาจากรอยผ่าของชุดยามเดินเยื้องย่างตรงรี่เข้ามาหาไม่ได้

 

“ กี่ที่คะ ”

 

“สองครับ”   ไม่ใช่คยูฮยอนที่เป็นคนตอบ แต่เป็นร่างสูงในชุดสูทสีน้ำตาลอ่อนที่ชิงตอบแบบไม่ปรึกษาคนที่ยืนงงอยู่ตอนนี้เลยซักนิด

 

“ทางนี้ค่ะ”   พนักงานคนสวยผายมือนำทางไปยังโต๊ะติดกระจกด้านซ้าย

 

“ไปสิ ยืนตรงนี้เกะกะคนอื่นเค้านะ”  ถึงจะงง แต่คยูฮยอนก็เดินตามพนักงานไปพร้อมกับชายหนุ่มรูปหล่อที่เดินตามหลังเขามาติดๆ

 

พนักงานหยิบเมนูอาหารวางไว้ และเดินจากไปปล่อยให้ลูกค้าได้ตัดสินใจซักครู่

 

“คุณมาได้ไงฮะ”  

 

“เดินมา”

 

“ไม่ใช่  ผมหมายความว่า  คุณ คุณทำแบบนี้ทำไม”

 

“ก็คุณเป็นคนถามผมเองว่า มาได้ไง ผมเดินมา ก็ถูกแล้วนี่”

 

“โอเค ผมผิดเอง ผมไม่อยากกินร้านนี้แล้ว ขอตัวนะฮะ”

 

“ร้านนี้ของคุณหรือไงผมถึงมากินด้วยไม่ได้ แล้วเห็นมั๊ยคนเยอะขนาดนี้ เรารู้จักกันแล้วนั่งโต๊ะเดียวกัน จะได้เหลือที่ให้คนอื่นๆด้วยไง ไม่ดีหรอ ”  ซีวอนร่ายยาวไม่เปิดโอกาสให้อีกคนที่อ้าปากจะพูดต่อหลายทีได้พูดเลย

 

“ใครจะไปรู้”  คยูฮยอนรู้สึกเหมือนโดนบังคับ ไม่ชอบใจนักที่จู่ๆคุณซีวอนก็มาทำแบบนี้  เรารู้จักกันแล้ว เหรอ! ตอนไหนกัน แค่ไปส่งกาแฟครั้งเดียวนี่นับเป็นคนรู้จักได้ยังไง แต่ถึงอย่างนั้นเมื่อมองไปรอบร้านก็เห็นด้วยกับคุณซีวอนจนอยากจะพยักหน้าหงึกๆ คนแน่นร้านอย่างที่เขาบอกจริงๆด้วย

 

“ตอนนี้รู้แล้วนี่  อยากกินอะไร สั่งสิ คยูฮยอน ผมเลี้ยงเอง”  คยูฮยอนหมั่นใส้ท่าทางอวดรวยของคนตรงหน้าเหลือเกินอยากจะหยิบตะเกียบมาจิ้มให้ตาหลุด ตั้งแต่นั่งมาก็เอาแต่มองมาตลอด  จะมองให้ละลายไปตรงนี้เลยหรือไง แล้วเอ๊ะรู้จักชื่อเขาได้ยังไงกัน

“ต่างคนต่างจ่ายดีกว่านะฮะ คุณซีวอน”  ถึงแม้จะเป็นแค่พนักงานร้านกาแฟต๊อกต๋อยเต่าถุย แต่ก็ไมได้เห็นแก่ของฟรีเสมอไปหรอกนะ

 

“เอาเป็นว่าผมเลี้ยงต้อนรับพนักงานใหม่ก็แล้วกัน   เราต้องทำงานร่วมกันอีกนานนะ ผมชอบดื่มกาแฟทุกวัน ทงเฮบอกว่าคุณจะเป็นส่งกาแฟให้ผม ทุกวัน จริงมั๊ย”

 

ถึงบางอ้อเสียที เจ้าเพื่อนรักอีทงเฮเองหรอที่เป็นคนบอกชื่อเขากับคุณซีวอน ตอนนี้คยูฮยอนทั้งโกรธทั้งแค้นจนอธิบายออกมาเป็นคำพูดไม่ได้  ทั้งที่ไม่รู้เหมือนกันว่าจะโกรธเรื่องอะไรดี แต่ดูเหมือนเขาจะแพ้ทางให้กับคุณซีวอนเสียแล้ว จะลุกหนีไปตอนนี้เดี๋ยวจะหาว่าเขาไม่แน่จริง  จะนั่งต่อก็อึดอัดเสียจนอยากเอาตะเกียบอันเมื่อกี้จิ้มคอตัวเองตายลงตรงนี้ 

 

“ถ้าไม่สั่ง งั้นผมสั่งเองก็แล้วกัน คุณชอบกินอะไร เสี่ยวหลงเปา เต้าหู้ หรือเกี๊ยว ”

 

 

คยูฮยอนยังไม่ยอมพูดอะไรซักคำ คุณซีวอนอยากทำอะไรก็ทำไปก็แล้วกัน  นั่งมองลอดผ่านผนังกระจกออกไปนอกร้านอยู่ซักพัก  อาหารจีนหลายจานก็ถูกนำมาเสิร์ฟ เป็นของโปรดของคยูฮยอนทั้งนั้น จนต้องกลืนน้ำลายดังเอื๊อก ถ้าเป็นเมื่อก่อนตอนทำงานที่ร้านอาหารจีนรับรองว่าเขาได้กินบ่อยเสียจนเอือมไปเลย  แต่ตั้งแต่ย้ายมาที่นี่ก็มีวันนี้นี่แหละที่จะได้ลิ้มลองอีกครั้ง คยูฮยอนเผลอหยิบตะเกียบขึ้นมาอย่างลืมตัว จนทำให้คุณซีวอนที่นั่งมองอยู่เผลอยิ้มให้เช่นเดียวกัน

 

“คุณคงหิวแล้ว งั้นเรามาเริ่มกันเลย”

 

“คุณบอกเองนะว่าจะเลี้ยง งั้นผมไม่เกรงใจแล้วนะ” 

 

เมื่อความหิวเข้าครอบงำศักดิ์ศรีที่มีอยู่น้อยนิดของพนักงานร้านกาแฟต๊อกต๋อยจึงขาดผึงลงทันที น้ำย่อยในกระเพาะมันเรียกร้อง เสี่ยวหลงเปาลูกแล้วลูกเล่าถูดยัดลงท้องอย่างต่อเนื่อง เกี๊ยวน้ำชามใหญ่ก็ถูกฟาดจนเกือบหมด  อาหารจำพวกผัดและทอดอีกหลายอย่าง ที่ถูกคยูฮยอนจัดการจนเรียบ ตอนนี้ก็เหลือบัวลอยน้ำขิง กับรากบัวเชื่อมตรงหน้า ไม่นานนักสองอย่างก็ย้ายลงกระเพาะของคยูฮยอนไปได้ไม่ยาก

 

“อ่า  อิ่มจังฮะ”  คยูฮยอนวางถ้วยบัวลอยลงพร้อมกับเอามือลูบท้องที่แน่นตึงจนตะขอแทบปริ

 

ซีวอนนั่งมองเด็กน้อยตรงหน้ามีความสุขกับอาหารจีนแล้วก็ยิ้มไม่หุบ วันนี้เขายิ้มเยอะเป็นพิเศษ เด็กคนนี้ยิ่งน่ารัก

 

 

“อร่อยหรือเปล่า”

 

“อื้ม ก็….ใช้ได้”   คยูฮยอนพูดตามความจริง อาหารที่นี่อร่อยสู้ร้านเก่าที่เขาทำงานไมได้เลย ที่กินไปเยอะแยะนี่เพราะหิวหรอกนะ แถมฟรีด้วย เลยลืมตัวไปหน่อย

 

“อื้อ  ก็ร้านนี้มันร้านนอกเมืองนี่เนาะ จะสู้ร้านดีๆในเมืองได้ยังไงกัน คุณว่าจริงมั๊ย”

 

“แต่ก็ไม่ได้เลวร้ายหรอกนะฮะ”  คยูฮยอนกลัวคนเลี้ยงจะน้อยใจ เลยต้องตบหัวแล้วลูบหลังซักหน่อย

 

“ก็ไม่ได้ว่าอะไรนี่”

 

“…….”   คยูฮยอนไม่รู้จะตอบว่าอะไร ได้แต่ก้มหน้าหัวเราะแหะๆ

 

“คุณอิ่มแล้ว เรากลับกันเถอะ”

“ห๊ะ…… เรา ”

 

“ก็เราไง   เรามาด้วยกัน ก็กลับด้วยกัน ”   ซีวอนกวักมือเรียกพนักงานให้มาเก็บเงิน หน้าตาไม่รู้ไม่ชี้ของเขาตอนนี้ ทำให้คยูฮยอนอยากเอาเท้าแกล้งกระทืบใต้โต๊ะแบบไม่รู้ไม่ชี้บ้าง

 

 

 

ทั้งสองคนออกมายืนหน้าร้านพร้อมกัน แต่คยูฮยอนกำลังจะสาวเท้าออกจากหน้าร้านให้เร็วที่สุด เพราะถึงยังไงเขาก็ไม่ยอมกลับกับคุณซีวอนนี่หรอก ข้าวฟรีมื้อนี้เขาก็ไม่ได้เป็นคนขอร้องให้เลี้ยงซะด้วย เรื่องอะไรจะยอมทำตาม เอาไว้ชดใช้หนี้บุญคุณกันด้วยวิธีอื่นก็แล้วกัน

 

“ฝนจะตกแล้ว ยังจะเดินกลับอีกหรอ”  ฟ้าฝนไม่เป็นใจให้คยูฮยอนจริงๆเลย เมื่อเช้าก็ตกหนักจนเกือบไม่มีคนเข้าร้านกาแฟ ถึงตอนนี้ยังจะตกลงมาให้เขาเดินกลับบ้านไม่ได้อีก  เอาสิ อยากตกลงมาหนักแค่ไหนก็เชิญเลย  เดินตากฝนกลับบ้านมันจะแปลกอะไร

 

 

“ผมอยากเดินตากฝน”

 

 

“พูดอะไรออกมา  ไม่สบายจะทำยังไง อย่าดื้อนา บอกว่าจะไปส่งไงล่ะ ขึ้นรถเถอะ”

 

 

“ผมถามจริงๆ ทำไมคุณชอบมายุ่งกับผมนัก”

“ก็ ชอบ เลยยุ่งไง”  ซีวอนไม่เชื่อตัวเองเหมือนกันว่าพูดออกไปจริงๆ ดูเหมือนว่าความดื้อของคนตรงหน้าทำให้เขาอดรนทนไม่ไหว ถ้าไม่รักไม่ชอบจะมาตามอยู่แบบนี้มั๊ย จะลงทุนวางแผนบ้าบอแบบนั้นทำไม  รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นเฒ่าหัวงูคอยลอกล่อเด็กให้มาติดกับแล้วเคี้ยวเล่นยังไงไม่รู้  แต่จะบอกไว้เลยว่ากับ คยูฮยอน เขาไมได้คิดจะหลอกเล่นแน่ๆ  เขาจีบใครไม่เก่งจนอายุป่านนี้แล้ว ก็ยังไม่มีแฟนซักคน  ถ้าไม่ทำแบบนี้ ก็คิดไม่ออกจริงๆ ว่าจะได้มายืนคุยอยู่กับคนที่เขาชอบตั้งแต่แรกเห็นได้ยังไง

 

 

“คุณต้องบ้าไปแล้วแน่ๆ คุณซีวอน”

 

“ถ้าคุณจะคิดอย่างนั้น”

 

“คุณชอบผม ทั้งๆที่เราเพิ่งเคยเจอกันก็วันนี้เนี่ยนะ ไม่นิยายไปหน่อยหรือไง”

 

“ยิ่งกว่านิยาย ”

 

“คุณพูดอะไรของคุณ ขอทางด้วยฮะ ผมจะกลับ”

 

“เชิญ”   คยูฮยอนแปลกใจกับท่าทางที่ยอมง่ายๆแบบนั้นของซีวอน ก็เมื่อกี้ยังบังคับให้เขาขึ้นรถเสียให้ได้ แถมยังมาบอกว่าชอบเขาอีก  เล่นตลกอะไรกันแน่ คนรวยนี่ชอบทำอะไรแปลกๆแบบนี้หรือไง น่าหงุดหงิดจริง

 

คยูฮยอนไม่อยากสนใจคนบ้านี่อีกต่อไปแล้ว พรุ่งนี้เขามีงานต้องทำ ฝนก็เริ่มตกลงมาแล้วด้วย รีบกลับและหนีให้พ้นๆคุณซีวอนนี่ดีกว่า  ในขณะที่กำลังพยายามเอามือบังเม็ดฝนที่ตกลงมาเรื่อยๆจนเจ็บหน้าไปหมด  กลิ่นน้ำหอมกลิ่นเดิมเมื่อตอนเที่ยงปะทะจมูกอีกครั้ง หันไปก็เจอกับหน้าหล่อๆ ที่ตอนนี้เปียกไปด้วยเม็ดฝนเช่นเดียวกับเขา เสื้อเชิ๊ตสีขาวซับน้ำจนเปียกชุ่มลู่ไปตามมัดกล้ามแน่นตึง เสื้อสูทสีน้ำตาลที่พยายามยกขึ้นมากันฝนให้เขาตอนนี้ก็เปียกไม่แพ้กัน

 

“คุณจะทำอะไร”

 

“เดินไปส่งไง”

 

“คุณไม่จำเป็นต้องทำแบบนี้  ผมกลับเองได้ อยากเปียกหรือไง”

 

“ใช่ เปียกด้วยกันนี่แหละ”

 

“คนบ้า!!!”

 

“คุณพูดถูก ผมกำลังบ้า”

 

 

สองคนตะโกนแข่งกันท่ามกลางฝนฟ้าที่ตกลงมาหนักหน่วง ยิ่งอีกคนเดินหนี อีกคนก็วิ่งตามอย่างไม่ลดละ  ห้องพักของคยูฮยอนต้องเลี้ยวขวาตรงแยกหน้า แล้วต้องข้ามทางม้าลายไปอีกฝั่งถนน นับว่าไกลพอสมควร และยิ่งไกลมากขึ้นอีกเมื่อต้องเดินหนีทั้งคนบ้าและฝนฟ้าที่กระหน่ำลงมา จนแทบมองทางไม่เห็น

 

“เมื่อไหร่คุณจะเลิกตามผมสักที”

 

“ก็ไมได้ตาม จะไปส่งไง”

 

“โรคจิตจริงๆ”

 

“คุณเดินช้าๆหน่อยสิ เปียกหมดแล้ว หวัดกินกันพอดี”

 

“พูดยังกับเสื้อคุณมันกันฝนได้อย่างงั้นแหละ”

 

“ถ้าคุณยอมให้ผมขับรถมาส่ง เราจะมาเปียกกันแบบนี้มั๊ย”

 

“ใครใช้ให้คุณตามมาล่ะ”

 

“โอเค ผมยอมแพ้แล้ว เดินช้าๆหน่อย ผมไม่ชอบข้ามถนน”

 

“เห๊อะ  ตัวก็โต กลัวกะอิแค่ข้ามถนนหรอ”

 

“ไม่ได้กลัว ไม่ชอบ”

 

คยูฮยอนเห็นลู่ทางที่จะหนีรอดจากคนบ้าที่เดินตากฝนตามเขามาจนเกือบจะถึงที่พักเขาอยู่แล้ว พอเห็นรถว่างเขาจึงรีบวิ่งข้ามถนนโดยไม่รอคนข้างๆ ทั้งที่สัญญาณไฟจราจรยังไม่เปิดให้คนข้ามด้วยซ้ำ ซีวอนลนลานเพราะร่างปราดเปรียวที่อุตส่าห์เดินตามมาติดๆหายไปอยู่อีกฝั่งอย่างรวดเร็ว จริงๆแล้วเขากลัวการข้ามถนนที่สุด เคยแต่เป็นคนขับไม่เคยต้องมาหลบรถราบนถนนแบบนี้  แต่ก็ทำใจดีสู้เสือ พยายามวิ่งข้ามถนนตามไป จนได้ยินเสียงแตรบีบไล่อื้ออึงไปหมด 

 

ในที่สุดซีวอนก็วิ่งไล่ตามจนทัน และทั้งสองคนก็มายืนอยู่หน้าอพาร์ทเมนท์ที่พักของคยูฮยอนด้วยร่างกายเปียกโชกไม่ต่างกัน

“คุณกลับไปได้แล้ว”

 

“ฝนตกหนักขนาดนี้ คุณยังจะไล่กันอีก ใจร้ายมากนะ”

 

“ถ้าจะยืนอยู่ตรงนี้ต่อ ก็เรื่องของคุณ”

 

คยูฮยอนรีบย้ายร่างเปียกปอนของตัวเองเดินตรงไปที่ลิฟท์ทันที

 

 

 

÷¤— •·.·´¯`·.·• •·. ·´¯`·.·• «·´`· ÷¤— •·.·´¯`·.·• •·. ·´¯`·.·• «·´`· ÷¤— •·.·´¯`·.·• •·. ·´¯`·.·•   

 

 

 

TBC.

 

 

เอ่อ  ฮาา วิ่งเข้าป่าเหมือนทุกที  สองตอนจบ

 

แต่งเรื่องโบสถ์ไม่ออก ได้เรื่องนี้มาแทน กร๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกก

 

 

 


[SF] ~Stupid (Cupid)-Question ~ WonHae :: KyuHyuk [Q 1]

posted on 30 May 2011 04:13 by missmillet

Title  :  ~Stupid (Cupid)-Question ~

Auther : Millet

Pairing : Won♥Hae || Kyu♥Hyuk 

 

 
 
 
 
 
 
 
 

 

 

 

 

 

แดดอ่อนๆยามเช้าของวันอาทิตย์ เริ่มสาดส่องลงมา ไม่นานนักน้ำเจิ่งนองที่ขังตัวอยู่ตามช่องว่างระหว่างอิฐตัวหนอนที่ปูเป็นทางเดินทอดยาวไปจนถึงหน้าโบสถ์ ก็ค่อยๆระเหยไปในอากาศอย่างช้าๆ จนเหือดแห้งไปในที่สุด ถึงกระนั้นฝนห่าใหญ่ที่กระหน่ำลงมาตั้งแต่เย็นวาน ก็ยังทิ้งไอเย็นชื้นไว้เนืองๆ ท่ามกลางแดดอุ่นแต่แฝงด้วยความเย็นบางเบา อากาศวันนี้ถือว่าไม่เลวนัก ~

 

 

คนตัวสูงจอดรถไว้อีกฟากของถนน ไม่ลืมที่จะหยิบไบเบิลเล่มหนาติดมือออกมาด้วย เป็นปกติเสียแล้วที่เช้าวันอาทิตย์แบบนี้จะต้องมาที่นี่เป็นประจำ ทั้งที่ก่อนหน้า โบสถ์ใหญ่ใกล้บ้านต่างหากคือที่หมาย

 

 

 

โบสถ์เล็กๆห่างไกลจากเขตเมือง ต้องใช้เวลาขับรถนานพอดูกว่าจะดั้นด้นมาถึงได้ ถ้ามองขึ้นไปเหนือหลังคาแล้วไม่เห็นไม้กางเขนปักเด่นอยู่ จะมีใครรู้กันว่านี่คือศาสนสถาน มองยังไงก็เป็นแค่บ้านเก่าๆหลังหนึ่งเท่านั้น  ความสงบ~   คือจุดประสงค์ของโบสถ์เล็กๆนี้สินะ

 

 

ซีวอนหยุดยืนอยู่ข้างหน้าประตูโบสถ์ ก้มสำรวจตัวเอง เสื้อเชิตสีขาวสะอาดตาถูกมือแกร่งจับยัดลงไปในกางเกงสแลคสีน้ำตาลเข้มจนเรียบร้อยดีอีกครั้ง อันที่จริงมาที่นี่ก็เจอแต่คนแต่งตัวสบายๆกันหมด แต่เขาชินเสียแล้วกับการแต่งตัวแบบนี้ สมัยก่อนตอนที่ไปโบสถ์ใกล้บ้านก็ไม่เคยแต่งตัวแบบสบายซักเท่าไหร่

 

รองเท้าหนังสีน้ำตาลย่ำลงบนอีกฝั่งหนึ่งของประตู หลังจากมือแกร่งผลักเพียงเบาๆ  ผู้คนบางตาเช่นทุกครั้ง  และแน่นอน  เก้าอี้ตัวยาวแถวหน้าสุด เด็กหนุ่มผมสีทองผู้เป็นเจ้าของเรียวหน้าหวาน  นั่งประจำที่อยู่เหมือนคราวที่แล้วมา 

 

 

เป็นประจำ~

 

 

“มาเช้าจังนะครับ”   ปากหยักเอื้อนเอ่ยทักก่อนเช่นทุกครั้ง  

 

เด็กหนุ่มผมทองทำเพียงแค่ขยับไปทางซ้ายขึ้นอีกนิด และส่งยิ้มหวานปนเศร้าให้ร่างสูงที่นั่งลงข้างๆ

 

 

 

 

                  ……………………………..~Stupid (Cupid)-Question ~…………………………

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ร้านกาแฟยามสายวันอาทิตย์หน้ามหาวิทยาลัยชื่อดัง ไม่ได้คลาคล่ำไปด้วยนักศึกษามากหน้าหลายตาเหมือนเช่นวันธรรมดา  หยดน้ำที่เกาะพราวอยู่ด้านนอกผนังกระจกที่ยังไม่ได้ถูกเช็ดออกสร้างสีขุ่นมั่วยามร่างบางที่กำลังยกแก้วคาปูชิโนร้อนขึ้นจรดริมฝีปากเหลือบมองทัศนียภาพด้านนอก

 

แต่เพียงไม่นานนักภาพถนนที่โล่งผิดปกติตรงหน้าแจ่มชัดขึ้นเมื่อฝ้ากระจกสี่ขุ่นถูกกำจัดออกไป พนักงานตัวเล็กกำลังกุลีกุจอเช็ดหยดน้ำที่กำลังแห้งเหือดแต่ทิ้งคราบไว้ให้รู้ว่าเมื่อคืนคงไม่ใช่แค่ฝนห่าเล็กๆเพียงเท่านั้น

 

 

ฝนตกหนักไปทั่วทั้งโซล~

 

 

 

กาแฟพร่องลงไปเหลือแค่ครึ่งแก้ว ฟองนุ่มอุ่นๆกับรสฝาดขมนิดๆ เหมาะกับเช้าวันอาทิตย์แสนสบายนี่เสียจริง  ฮยอกแจจิ้มแซนวิสชิ้นเล็กเข้าปาก หยิบไอแพดขึ้นมาดู นิ้วเรียวแตะเพียงเบาๆ ลงบนแอพลีเคชั่นยอดฮิตอย่าง Twitter เพียงเสี้ยววินาที หน้าไทม์ไลน์ก็ปรากฎข้อความต่างๆของคนตื่นเช้า ลากนิ้วเลื่อนดูไปเรื่อยเปื่อย  เอ๊ะ มีคนเมนชั่นหาเขาด้วย

 

 

 

 

GaemGyu  @AllRiseSilver  ตื่นยัง? ☻

3 hours ago via Echofon in reply to AllRiseSilver

 

AllRiseSilver  @GaemGyu  ตื่นเป็นชาติแล้ว :(

Now via twitter for ipad in reply to Gaemgyu

 

 

 

 

คำถามที่ถูกถามบ่อยที่สุดเท่าที่ฮยอกแจเคยเจอมาตั้งแต่ลองเล่นทวิตเตอร์อะไรนี่  ไม่ค่อยเข้าใจหรอกว่าคนถามจะอยากรู้เวลาตื่นของเขาไปทำไม หรือถ้าไม่ถามเรื่องนี้ ก็คงไม่พ้น กินข้าวหรือยัง นอนหรือยัง กิจวัตรประจำวันมันน่าสนใจตรงไหน  แต่ฮยอกแจก็ไม่เคยอยากจะรู้จริงๆหรอกนะ เมื่อถามมาก็ตอบไป แค่นั้น

 

 

 

“ตื่นเป็นชาติแล้ว แล้วทำไมเพิ่งมา”

 

 

“ เฮ้ย…. ”  ฮยอกแจเกือบสำลักกาแฟ เมื่อโดนคนแปลกหน้าผลักเข้าที่หัว  ถึงแม้มันจะเบามือก็เถอะ มาแกล้งแบบไม่ให้รู้ตัวก่อนแบบนี้ใช้ได้ทีไหนกัน

 

“ทำไมต้องแกล้งด้วย”  ตาเรียวช้อนขึ้นไปมองคนตัวสูงที่ยืนยิ้มเยาะอยู่ข้างตัว ไม่ได้รู้สึกผิดเลยสินะ ไม่เคยจริงๆ

 

“แหย่เล่นแค่นี้ ทำเป็นโกรธ เถิบดิ๊ นั่งด้วย” 

 

 

โซฟาหนานุ่มที่ฮยอกแจครอบครองอยู่นั้นกว้างอยู่ก็จริง แต่ถ้าจะมีอีกคนแทรกตัวลงมาอีกเห็นทีจะดูแออัดยัดเยียดเกินไป 

 

 

“ไปนั่งฝั่งโน้นไม่ได้หรือไง”

 

 

“อยากนั่งฝั่งนี้  มันมองเห็นวิวข้างนอก เถิบไป เร็วสิ”

 

“งั้นก็นั่งไปคนเดียว” ฮยอกแจไม่อยากนั่งเบียดกับคนตัวสูงอยู่แล้ว อยากชมวิวที่มี่แต่ถนนโล่งๆนักก็ตามใจ ไอ้คนบ้า !

 

 

“ไม่ให้ไป”  มือเรียวคว้าเอวร่างบางที่กำลังลุกออกไปนั่งอีกฝั่งไว้ทัน กดไหล่เชิงบังคับให้กลับไปนั่งที่เดิม   ฮยอกแจฟึดฟัด แต่พอเห็นคนเริ่มหันมามองก็ยอมกลับไปนั่งที่เดิมอย่างขัดใจ

 

 

 

“กินแค่นี้อิ่มหรอ เอาโทสต์อีกอันมั๊ย”

 

 

“อิ่ม”   ไม่ได้สนใจคนถาม นิ้วเรียวยังคงจิ้มไปบนไอแพด จริงๆก็ไม่มีอะไรน่าสนใจนักหรอก ในทวิตเตอร์ก็มีแต่พี่ซีวอน ญาติสุดหล่อของฮยอกแจที่ทวิตมาถามว่าไปโบสถ์หรือเปล่า วันนี้ฮยอกแจกะจะมาหาหนังสือที่ต้องทำรายงานในห้องสมุดพอดี เลยรีบตอบกลับไปว่า วันอาทิตย์หน้าจะไปก็แล้วกัน

 

 

 

“ตื่นเช้าเลยง่วงหรอ  ดูทำหน้า”  คยูฮยอนยังไม่หยุดแกล้ง ยังคงเอานิ้วจิ้มลงไปบนแก้มของฮยอกแจย้ำๆ จนฮยอกแจสุดจะทน หันขวับมาส่งสายตาเข้มใส่ ปากบางเหมือนจะขยับพูดอะไรบางอย่าง แต่ยั้งไว้ ได้ยินแต่เสียงจิ๊ปากเบาๆ แทน

 

 

 

คยูฮยอนอมยิ้มขบขันกับคนตรงหน้า แกล้งฮยอกแจนี่น่าสนุกว่าใคร บางทีก็เหมือนจะฮึดสู้ แต่ในบางเวลาก็ยอมจนเหมือนเด็กว่าง่ายไม่มีผิด แต่ลึกๆแล้วคยูฮยอนรู้ดีว่า ฮยอกแจ ดื้อที่สุด

 

 

 

“อิ่มแล้วก็ไปเลยมั๊ย ห้องสมุดเปิดแล้วล่ะ”

 

 

“กลัวจะหาไม่เจอจัง”  เรื่องที่ฮยอกแจนอนคิดทั้งคืน ฮยอกแจกังวลเป็นพิเศษเพราะวิชานี้ยากที่สุด เขาไม่ค่อยถนัดวิชาแบบนี้ เลยไม่มั่นใจว่ารายงานจะออกมาดีหรือเปล่า

 

 

“มากับใคร รู้ซะบ้างสิ”  ฮยอกแจรู้ดีกว่าคนข้างตัวหัวดีขนาดไหน ผลการเรียนยอดเยี่ยมติดอันดับต้นๆของคลาสต้องมีชื่อคยูฮยอนอยู่ทุกครั้ง ถึงจะขัดใจที่โดนแกล้งแต่ก็ต้องยอมรับว่านี่คือที่พึ่งที่ดีที่สุดของเขาในตอนนี้  ไอ้ขี้แกล้งคยูฮยอน

 

                 

 

                   ……………………………..~Stupid (Cupid)-Question ~…………………………

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ไบเบิลเล่มหนาถูกปิดลง ท่ามกลางเสียงพูดคุยที่เริ่มดังขึ้นของผู้คนในโบสถ์  หลายคนเริ่มทยอยเดินออก พิธีในโบสถ์เพิ่งจะเสร็จ

 

 

 

“วันนี้กลับยังไงหรอครับ”    ซีวอนชิงถามก่อนที่ร่างเล็กจะหยิบกระเป๋าเป้ข้างตัวเดินออกไปบ้าง

 

 

“ซับเวย์ครับ”  คำตอบสั้นๆที่ได้ยินเสมอ ถูกเปล่งออกมาพร้อมรอยยิ้มบาง

 

 

“ข้างนอกฝนตกอีกแล้ว ไปพร้อมกันดีกว่าครับ”  คนถามเลิกคิ้วเหมือนรอคำตอบ

 

“ไม่อยากรบกวนนะครับ เกรงใจ”  จะขยับเดินออกไปหลายทีแล้วก็ต้องโดนดักด้วยคำถามใหม่ๆอยู่แบบนี้ อีทงเฮไม่ได้อึดอัดนะ แต่เขาเกรงใจร่างสูงจริงๆ สถานีซับเวย์ที่ใกล้ที่สุดก็ดูเหมือนจะไปคนละทางกับบ้านคนใจดีตรงหน้า  ถ้าเขาจำไม่ผิด

 

 

“ไม่เป็นไรครับ วันนี้ผมต้องผ่านทางนั้นพอดี ไปกันเถอะครับ”

 

 

เมื่อไม่มีทางเลือกอื่นแล้วอีทงเฮก็ยอมเดินตามร่างสูงออกไป ฟ้าร้องเสียงดังจนได้ยินชัดขนาดนี้ ข้างนอกฝนคงตกหนัก เหลือบมองคนที่เดินนำไปข้างหน้า ในมือก็เห็นมีแต่ไอแพดกับไบเบิล ทงเฮล้วงไปในกระเป๋าเป้ควานหาร่มคันเล็กที่พกติดตัวมาก่อนออกจากบ้าน กำลังจะกดปุ่มเล็กๆเพื่อกางร่มออก ก็ต้องเซจนเกือบล้ม เพราะอยู่ดีๆคนข้างหน้าก็หยุดเดินโดยไม่บอกไม่กล่าว ทงเฮรีบถอยกรูดเพราะกลัวร่มจะทิ่มหลังคนที่เดินไม่ดูตาม้าตาเรือ บอกเขาเองแท้ๆว่าข้างนอกฝนตก ยังจะจ้ำอ้าวออกไปอีก

 

 

“โอ๊ะ!!”  อุทานเบาๆ เพราะถอยมาตั้งหลักได้พอดี

 

“ฝนตกหนักมากเลยนะครับ”   ทงเฮต้องเงี่ยหูฟังแต่ก็พอจะได้ยินว่าซีวอนพูดว่าอะไร เสียงฟ้าร้องบวกกับฝนห่าใหญ่แทบจะกลบเสียงรอบข้างไปหมด

 

“……………..”  ทงเฮไม่ได้พูดอะไรแต่ยกร่มคันเล็กชูขึ้นแทน

 

“อ่า โชคดีจังครับ”  

 

“ของในมือไม่ควรเปียกนะครับ”  ซีวอนเพิ่งจะตระหนักเหมือนกันว่าตัวเองถือไอ้เจ้าไอแพดนี่มาด้วย  แต่เหนือสิ่งใด ไบเบิล  ของสำคัญที่เขาหวงยิ่งกว่าอะไรทั้งหมด

 

“ฝากไว้ในกระเป๋าก่อนได้มั๊ย”

 

“เอาสิครับ”   ทงเฮยื่นเป้สีดำที่เขายังไม่ได้รูดซิปปิดให้ซีวอนยัดไอแพดกับไบเบิลลงไป

 

 

กว่าจะเดินมาถึงที่จอดรถของซีวอน เล่นเอาทั้งสองคนเกือบเปียกมะลอกมะแลก ทงเฮที่กอดกระเป๋าเป้ไว้ข้างหน้า ยกมือขึ้นปาดหยดน้ำฝนที่กระเด็นเข้าหน้ามาตลอดทาง ซีวอนที่เป็นคนถือร่ม ตอนนี้แขนเสื้อเชิตข้างซ้ายก็เปียกโชกไปด้วยน้ำฝนเช่นเดียวกัน

 

 

ห้องโดยสารของ AUDI  TT 2.0 TFSI ตอนนี้เหมือนหลุมหลบภัยของทั้งสองคน  ซีวอนเอื้อมไปหยิบกล่องกระดาษทิชชูเบาะหลังยื่นให้ทงเฮที่นั่งสั่นเป็นลูกนกอยู่ด้านข้าง  ผมสีทองที่โดนฝนเริ่มจะไม่เป็นทรง แต่ถึงยังไง ก็ยังดูน่ารักอยู่ดี ซีวอนอดเหลือบมองเจ้าของเรือนผมตอนที่กำลังดึงทิชชูกำใหญ่มาเช็ดหน้าไม่ได้  ในขณะเดียวกันก็พับแขนเสื้อเชิตของตัวเองขึ้น เพราะสภาพชุ่มน้ำแบบนี้ มันทำให้หนาวซะจริง

 

 

คันเร่งถูกเหยียบลงไปเบาๆ ฝนกระหน่ำหนักจนเกือบมองทางข้างหน้าไม่เห็น คงต้องขับรถระวังมากขึ้น  เครื่องยนต์ที่มีกำลังแรงของรถสปอร์ตสีขาวของเขา ที่ตอนนี้เจ้าของรถไม่ต้องการคุณสมบัติแบบนี้เอาซะเลย เพราะมันจะทำให้ไปถึงสถานีซับเวย์เร็วไปเกินไป

 

 

ขับออกไปช้าๆ คงเป็นวิธีที่ดีที่สุด  

 

 

 

ส่งใกล้หรือไกลแค่ไหน ในที่สุดก็มาถึงสถานีซับเวย์อยู่ดี  รอให้เขากล้าถามก่อนเถอะว่าบ้านคนน่ารักอยู่แถวไหน แน่นอนจะขับไปส่งให้ถึงที่เชียว  ไม่อยากลา แต่จะให้ทำยังไงต่อ 

 

“กลับดีๆนะครับ  เจอกันวันอาทิตย์”   คงไม่มีคำไหนดีไปกว่านี้

 

“ขอบคุณครับ  ขับรถดีนะครับ”  ไม่รู้ว่าพูดไปตามมารยาทหรือเปล่า แต่ต้องยอมรับจริงๆว่า มันทำให้ซีวอนยิ้มไปตลอดทาง  เสียงฝนข้างนอก คงดังไม่เท่าเสียงเต้นตึกตักในหัวใจของเขาหรอก

 

 

น้ำเน่าไปหรือเปล่านะ  

 

 

 

 

                 

……………………………..~Stupid (Cupid)-Question ~…………………………

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

“วางไอแพดก่อนได้มั๊ยฮยอกแจ”    กองหนังสือเล่มยักษ์ถูกกระแทกลงบนโต๊ะ ที่ฮยอกแจกำลังลากนิ้วไปมาบนไอแพดมาร่วมชั่วโมงแล้วเพราะไอ้เกมส์นกบ้าบอนี่ที่ไม่ยอมผ่านด่านซักที

 

“อีกนิดเดียวเท่านั้น   นี่ๆ  ฮึ่ย!  พลาดอีกแล้ว”  ฮยอกแจขบเขี้ยวเคี้ยวฟันอย่างขัดใจ

 

 

“ถ้าไม่เลิกเล่นจะเอาไอแพดไปเขวี้ยงทิ้งละนะ” คยูฮยอนฉวยไอแพดมาจากฮยอกแจทั้งที่เจ้าตัวยังลากนิ้วอยู่เลย

 

“โห ไรเนี่ยยังเล่นไม่เสร็จเลยนะ ไอ้ …..”

 

“ไอ้อะไร พูดไม่เพราะ เดี๋ยวจะหยิกปากให้”  คยูฮยอนส่ายหน้าใส่คนดื้อ ลากเขามาช่วยหรือให้ทำให้ทั้งหมดกันแน่ ไหนบอกไงว่าเครียดมากเลยนะวิชานี้ คยูฮยอนต้องช่วยนะอย่างนั้นอย่างนี้ แต่ดูเจ้าตัวดีทำตอนนี้ เอาแต่เล่นเกมส์

 

 

“ขอโทษ ….. ก็มันยังเล่นไม่ผ่านนี่ ”

 

 

“จะทำมั๊ย รายงานเนี่ย ”

 

 

“ทำสิ  ไหนบอกว่ามากับคยูแล้วไม่ต้องห่วงอะไรไงล่ะ”

 

 

“จะให้ทำให้เลยงั้นสิ”

 

 

“ถ้าเป็นงั้นได้ก็ดี”

 

 

“   (_ _)’  ”

 

 

 

คยูฮยอนได้แต่เอือมระอายกไอแพดเคาะหัวฮยอกแจเบาๆ จริงๆแล้วฮยอกแจไม่ใช่คนเรียนไม่เก่ง ติดที่ว่าขี้เกียจเป็นนิสัย  และคงจะเพราะคยูฮยอนออกโรงช่วยเหลือตลอด ตอนนี้ฮยอกแจก็เลยสบายไปแปดอย่าง อะไรติดขัดก็มีคนมาคอยแก้ให้ทุกครั้งไป ถึงจะไม่ชอบใจนักที่โดนคยูฮยอนแกล้งอยู่เรื่อย แต่เมื่อคิดดูดีๆแล้ว มันคุ้มนี่นา

 

 

“ต้องเอากลับหมดนี่เลยหรอ ตายๆ”

 

 

“อื้ม  นี่คัดเล่มที่ดีที่สุดมาหมดแล้วนะ”

 

 

“คัดอีกรอบไม่ได้หรอ เอาที่แบบที่สุดจริงๆอะ”

 

 

“ฮยอกแจ !”  คยูฮยอนส่งสายตาขู่  ฮยอกแจเลยยอมหอบกองหนังสือไปทำเรื่องขอยืมจากห้องสมุด คยูฮยอนถือกระเป๋าเป้ของตัวเองกับไอแพดของฮยอกแจมายืนรอตรงใกล้ๆประตูทางออก

 

มือหนาแอบเปิดไอแพดของฮยอกแจดู หน้าจอยังค้างอยู่ที่เกมส์แองกรี้เบิร์ด  เกมส์นี้นะเหรอ คยูฮยอนเคลียร์จนไม่รู้จะเล่นไปทำไมแล้ว แต่ฮยอกแจยังอยู่เลเวลแรกอยู่เลย คยูฮยอนลากนิ้วไปที่ทวิตเตอร์ ถือวิสาสะกดเข้าไปดู ฮยอกแจจะฟอลโล่วคนทำไมเยอะแยะ เพื่อนชักจะเยอะเข้าทุกวันสินะ คุยกับชาวบ้านไปทั่ว มิน่าล่ะ ถึงติดไอแพดขนาดนี้

 

 

 

Siwon407 @AllRiseSilver   จะเสร็จรึยัง พี่กำลังจะไปรับ :)

30 minutes ago via twitter for ipad in reply to AllRiseSilver

 

 

 

คยูฮยอนเห็นเมนชั่นนี้ที่ส่งถึงฮยอกแจ  ก็พรูลมหายใจออกมาอย่างเสียดายวันนี้เขากะไว้ว่าจะชวนฮยอกแจไปลองร้านอาหารญี่ปุ่นเปิดใหม่เสียหน่อย  คงต้องไว้วันหลังซะแล้ว

 

“แอบเล่นแองกรี้เบิร์ดหรอ” คนตัวเล็กชะโงกหน้าไปมองไอแพดในมือคยูฮยอน

 

“อ่า เสร็จแล้วหรอ”

 

“เสร็จแล้ว หนักเป็นบ้าเลยจะกลับยังไงกันเนี่ย”

 

“มีคนมารับไม่ใช่หรือไง”  คยูฮยอนชูหน้าจอไอแพดให้ฮยอกแจดู

 

“พี่ซีวอนจะมารับหรอ ไหนบอกว่าออกไปนอกเมืองไง  คยูตอบทวิตพี่ซีวอนให้หน่อยได้มะ ขี้เกียจวางหนังสืออะ”

 

“ให้ตอบว่าไงล่ะ”

 

“ก็ตอบว่าจะไปรอที่ร้านกาแฟหน้ามอ ที่เราไปกันเมื่อเช้าก็แล้วกัน”

 

คยูฮยอนกดรีพลายทวิตไปหาซีวอน ใจจริงก็อยากจะแกล้งตอบว่าไม่ต้องมารับเหมือนกันนะ แต่ป่านนี้ญาติเจ้าตัวเล็กนี่คงใกล้จะมาถึงแล้ว  ไม่อยากมีเรื่อง อาทิตย์ก่อนที่เขาพาฮยอกแจไปดูหนังรอบดึก ยังเกือบโดนไอ้กล้ามใหญ่เล่นซะแล้ว ไม่รู้จะหวงน้องไปทำไมนักหนา ฮยอกแจก็โตจนเข้ามหาวิทยาลัยแล้ว ไม่ใช่เด็กสาวที่จะโดนหลอกง่ายๆซักหน่อย

 

 

 

 

“คยู เคลียร์แองกรี้เบิร์ดด่านนี้ให้หน่อยสิ โคตรเกลียดเลยอีนกแดง แล้วอีหน้าหมูนี่ก็ตายยากชะมัด”

 

“เรื่อง เล่นเองสิ ให้คนอื่นเล่นให้จะสนุกอะไร”

 

“ก็มันยากนี่หว่า”

 

“พูดไม่เพราะ”

 

“โอ๊ย เขกหัวทำไมเจ็บนะเว้…..”

 

 

ไม่ทันจะสบถออกมาก็โดนขนมปังยัดปากเสียก่อน  ร้านกาแฟร้านเดิม  ผู้คนบางตา อาจจะเพราะฝนที่เพิ่งตกหนักไปเมื่อชั่วโมงที่แล้ว ไม่นานหนัก ไอ้กล้ามใหญ่ที่คยูฮยอนไม่ค่อยชอบหน้าก็เดินเข้ามาในร้าน ญาติของฮยอกแจนอกจะหล่อ รวย กล้ามใหญ่ ใจดี(ฮยอกแจชื่นชมออกหนอกหน้าบ่อยๆ) แล้วยังจะมีอะไรดีอีกบ้าง ฮึ หมั่นใส้ ว่างๆคยูฮยอนอยากจะท้าต่อยซักที  

 

 

“พี่ซีวอน ทางนี้”  ฮยอกแจโบกมือแล้วยังจะตะโกนเรียกอีก อายคนเป็นมั๊ย = =’

 

“คยู ไปก่อนนะ ”

 

“อื้อ อย่ามัวแต่เล่นเกมส์”

 

คยูฮยอนเหล่ไปทางหนังสือกองใหญ่ที่ฮยอกแจหอบขึ้นมา เอาไอแพดวางใว้บนสุด ลุกขึ้นหลีกทางให้ฮยอกแจออกมาจากเก้าอี้ด้านใน  คยูฮยอนโค้งให้ซีวอนที่ยืนควงกุญแจรถรออยู่ เก็กหล่อชะมัด ถ้าลองกระทืบเท้าลงบนรองเท้าแสนแพงของมันดูซักทีคงจะสะใจพิลึก  คยูฮยอนได้แต่คิดในใจ  นี่ถ้าไม่ติดว่ามีน้องน่ารักนะ  คงไม่ต้องมาปั้นหน้าจนเกร็งไปหมดแบบนี้ 

 

 

 

“ฮยอกแจ” คนตัวสูงเรียกชื่อฮยอกแจเบาๆ เมื่อเห็นว่าซีวอนเดินนำไปไกลแล้ว

 

“หืม”  ฮยอกแจเอี้ยวตัวมาจนเกือบทำไอแพดร่วงลงพื้น ดีทีคยูฮยอนช่วยคว้าไว้ทัน

 

 

 

“อย่าลืมกินข้าว”

 

 

 

 

 

 

 

 

 

แค่นี้นะหรอที่จะบอก ~

 

 

 

 

 

 

 

TBC.

 

 

 

 

 

 

 

 

////////////////////////////////////////////////

 

 

ก๊าซซซซซซซ แต่งไอเท่มวอนเฮ และคยูฮยอก สนองนี๊ดตัวเอง เบา เบา บังคับอ่าน ฮา

[SF] งอน - Siwon x Hyukjae

posted on 14 May 2011 11:52 by missmillet

Title  =  งอน =

Auther  Millet

Pairing Siwon x Hyukjae

 
 
............................................................
 
 
 
 
 

“หิวกันหรือเปล่า เดี๋ยวเราแวะกินอะไรก่อนเข้าหอดีมั๊ย  อยากกินอะไรกันล่ะ”  ผู้จัดการอินฮวานที่สีหน้าเหนื่อยไม่แพ้บรรดาไอดอลที่เขาต้องดูและมาทั้งวัน เอ่ยถามด้วยเป็นห่วง ดูเหมือนการถ่ายรายการนอกสถานที่วันนี้ จะทำให้ทุกคนหมดแรงไปตามๆกัน

 

 

“ผมนัดพี่ทงเฮพี่ซีวอนไว้ที่ร้านชาบูแล้วคับพี่” คยูฮยอนที่ยังเคี้ยวขนมเต็มปากรีบบอกทันที

 

“อ่อ งั้นหรอ ซีวอนกับทงเฮถ่ายละครเลิกเร็วสินะวันนี้”

 

“ที่เหลือล่ะ  อยากกลับไปพักมั๊ย พี่ว่าจะไปเดินซุปเปอร์ แล้วค่อยซื้อเข้าไปกินที่หอดีปะ”

 

 

เมื่อเห็นว่าผู้จัดการอินฮวานอาสาแบบนั้น  ซองมิน รยออุค เฮนรี่ โจวมี่ และฮยอกแจ ก็พากลับหอไปก่อน ส่วนคยูฮยอน ยกโทรศัพท์กดโทรออก ร่ำลากันแล้วก็แยกออกไปอีกทาง

 

 

ฮยอกแจได้ยินแว่วๆว่าคยูฮยอนโทรหาซีวอน  คงจะนัดแนะกันไปกินชาบูเหมือนที่บอกไว้  รู้สึกตื้อๆในหัวพิกล ความจริงเขาก็อยากกินอยู่เหมือนกันนะชาบูชาบูเนี่ย  อยู่ที่นี่หาอะไรถูกปากยากจะตายไป อยากขอไปด้วยใจจะขาด แต่ก็ไม่เห็นมีใครชวนซักคน  เออกลับไปรอกินข้าวที่พี่อินฮวานไปซื้อมาก็ได้  

 

 

ถึงที่พักแล้วฮยอกแจก็อยากจะหลับให้ลืมไปเลย แต่ติดที่คืนนี้เขาจะต้องไปออกรายการวิทยุกับทงเฮอีกนี่สิ ปวดท้องก็ปวด  ปวดหัวด้วย ช่วงนี้ไม่มีใครว่างมาดูแลเลย  ทั้งที่ซองมินก็เข้ามาถามตลอดว่าเป็นอะไรหรือเปล่าตั้งแต่กลับมาฮยอกแจถึงเอาแต่ทำหน้าบูดไม่พูดไม่จา วิ่งเข้าห้องก็นอนฟุบเฉยๆ   แต่ใครที่ฮยอกแจหมายถึงมันไม่ใช่พี่ซองมินซักหน่อย

 

คนที่ไปเลี้ยงชาบูคนอื่นแล้วไม่ชวนเขาซักคำต่างหากล่ะ

 

 

งอน~

 

 

 

 

“ฮยอกแจ กินไรหน่อยมั๊ย ออกมาดูสิ พี่อินฮวานซื้อมาเต็มเลยนะ หรือให้อุคกี้ต้มรามยอนดีปะ จะได้ถูกปาก” ซองมินเดินเข้ามาดูอีกครั้ง เห็นเงียบไปนาน แต่ฮยอกแจก็ได้แต่ส่ายหน้า แล้วเอาผ้านวมมาคลุมจนมิดหัว

 

“ถ้าหิวก็ออกมานะ  จะเก็บไว้ให้” ซองมินแอบเป็นห่วงน้องชายอยู่เหมือนกัน กินอะไรไม่ค่อยได้เหมือนคนอื่นๆซะด้วยรายนี้

 

“อุคกี้ พี่ว่าทำข้าวผัดกิมจิให้ฮยอกแจไว้หน่อยดีมั๊ย  ท่าทางอาการจะไม่ค่อยดีน่ะ”

 

“ได้ฮะ พี่ฮยอกแจสีหน้าไม่ดีเลย เป็นอะไรไปหรือเปล่าเนี่ย ” รยออุครีบเข้าครัวไปทำข้าวผัดให้ฮยอกแจ เพราะแอบสังเกตเหมือนกันว่าฮยอกแจแปลกๆตั้งแต่นั่งรถกลับมาแล้ว ตอนถ่ายรายการก็ยังดีๆอยู่เลย

 

 

ฮยอกแจที่นอนกระสับกระส่ายอยู่ในผ้านวมผืนโต อยากจะร้องออกมาดังๆเหลือเกินว่า หิวมากกกกกกกกกกกกกกกกก แถมตอนนี้ปวดท้องหนักเข้าไปอีก  วันทั้งวันกินแต่ชานมกับชอคโกแลตเย็น  แต่ถามว่าอยากกินอะไรมั๊ยตอนนี้ ฮยอกแจก็พร้อมจะตอบว่า ไม่! แค่นอนนึกถึงคนที่กำลังกินชาบูชาบูกันอยู่ที่ไหนซักแห่งตอนนี้ ฮยอกแจก็พาลไม่อยากกินอะไรเสียแล้ว

 

 

งอน เป็นครั้งที่สอง

 

 

  

 

 

 

ร้านชาบู ชาบู~

 

 

 

ทำไมไม่รับโทรศัพท์นะฮยอกแจ”

 

 

ถึงแม้ซีวอนจะบ่นแค่เบาๆ แต่คยูฮยอนที่นั่งหูผึ่งอยู่ข้างๆ ก็ยังได้ยินเข้าจนได้

 

 

“พี่ฮยอกแจ ไม่ยอมรับโทรศัพท์หรอ  หลับแน่เลยว่ะพี่”

 

“หลับก็น่าจะได้ยินบ้างสิ พี่โทรไปตั้งหลายครั้ง เป็นอะไรหรือเปล่านะ”

 

“นอนเอาแรงแหละนา  เดี๋ยวต้องไปวิทยุกับผมอีก ”   ทงเฮคีบข้าวห่อสาหร่ายเข้าปาก  ไม่ได้ระแคะระคายซักนิดว่าตอนนี้เพื่อนรักกำลังงอนตุ๊บป่องอยู่ที่หอ

 

“อื้อ นั่นแหละ ถ้าเป็นอย่างนั้นก็ดีไป ที่ไม่ชวนมาก็เพราะจะได้ไปงีบก่อนไปวิทยุนี่แหละ”  ซีวอนวางไอโฟนลงข้างๆตัว แล้วยกชาขึ้นดื่มดังเอื๊อก ในใจนึกเป็นห่วงคนตัวเล็กอยู่เหมือนกันป่านนี้จะกินอะไรหรือยัง

 

 

 

“อิ่มกันยังอะ  กลับๆๆๆ”

 

“โหพี่ จะรีบกินไปไหน นี่มันบุฟเฟ่ต์นะ ต้องกินให้คุ้มหน่อยสิ” คยูฮยอนยังไม่เลิกเคี้ยว 

 

“เป็นห่วงฮยอกแจล่ะสิ   แหม มันน่าอิจฉา อิ่มก็ได้ ตามใจเจ้ามือ”

 

 

ซีวอนเรียกพนักงานมาเพื่อจะจ่ายเงินค่าอาหาร  มือนี้เขาเป็นคนเลี้ยงตามเคย  แต่ถึงยังไงก็ไม่ลืมสั่งของโปรดของฮยอกแจกลับไปฝากที่หอพักด้วย กลัวว่าจะงีบเพลินจนลืมกินข้าว ตัวยิ่งผอมๆอยู่ด้วย

 

 

“เอาไงล่ะ รถมีคันเดียว พี่ทงเฮกลับหอก่อนใช่มั๊ย”

 

“ต้องอย่างงั้นสิ แกจะให้พี่นั่งแทกซี่ไปสถานีวิทยุหรือไง ”

 

“เลิกเถียงกันก่อนได้มั๊ยสองคนนี้ รีบกลับเถอะ ฮยอกแจเป็นไงมั่งก็ไม่รู้”

 

 

 

 

 

 

 

 

ซีวอนวางทุกอย่างลงบนโต๊ะอาหาร นึกแปลกใจที่ยังมีจานข้าวผัดจานใหญ่วางอยู่ และดูเหมือนยังไม่มีใครมาแตะเลยซักนิด  ต้องเป็นฮยอกแจแน่ๆที่ยังไม่ยอมกินอะไรแบบนี้  ใครจะกินยากอยู่ยากแบบเจ้าตัวเล็กของเขาไม่มีซะล่ะ 

 

 

“ฮยอกแจละครับ”   พี่อินฮวานเดินผ่านมาให้ซีวอนถามพอดี

 

“…………….”   แทนคำตอบพี่ผู้จัดการปรายตาไปที่ประตูห้องนอนที่ถือว่าเป็นห้องที่เล็กที่สุด

 

“เดี๋ยวผมมา”

 

“ฝากปลุกด้วยล่ะ ซักพักต้องไปวิทยุน่ะ”

 

 

ซีวอนเดินไปเปิดประตูห้องของฮยอกแจด้วยความเคยชิน แต่คราวนี้ห้องลอค นึกแปลกใจนิดหน่อยก็ปกติฮยอกแจไม่เคยลอคห้องเลย เขาจะเข้ามาเวลาไหนก็ได้นี่นา

 

 

 

ก๊อก ก๊อก ก๊อก

 

 

“ฮยอกแจ  ฮยอกแจ หลับรึเปล่า”

 

 

“……………………”

 

 

ไม่มีเสียงตอบรับจากคนข้างในซักแอะ

 

 

@___________________@

 

 

ตอนนี้นอกจากจะแปลกใจแล้ว ซีวอนยังร้อนใจยังไงก็ไม่รู้สิ  ฮยอกแจไม่ใช่คนปลุกยาก อีกอย่างเขาเคาะห้องออกจะเสียงดังขนาดนั้น

 

 

 

เสียงเคาะประตูกับเสียงเรียกชื่อข้างนอก ทำให้ฮยอกแจที่นอนเอาผ้าห่มคลุมหัว ต้องรีบดึงออกมาอย่างลืมตัว ยอมรับว่ารีบลุกขึ้นนั่งทันทีที่ได้ยิน  ก็นั่นมันเสียงซีวอนนี่  ซีวอนกลับมาแล้ว แถมยังมาเรียกอยู่หน้าห้องอีก  เกือบลืมไปเลยว่ายังโกรธอยู่  ฮยอกแจคิดได้ดังนั้น  ก็นอนลงเอาผ้าคลุมหัวจนมิดแบบเดิม หยิบหมอนอีกใบมาปิดหู ทั้งที่อยากเจอซีวอนแทบจะทนไมไหว แต่อารมณ์น้อยใจ ทำให้นางเอกละครเข้าสิง ฮยอกแจจะงอนไปอีกสามวันเลย คอยดูสิ !

 

 

 

“ทำไมเอาผ้ามาปิดหน้าปิดตาแบบนั้นละคับ”

 

 

 

 

ฮยอกแจ ตกใจจนตัวสั่น เมื่อได้ยินเสียงของใครบางคนมาพูดอยู่ใกล้ๆหู  ใช่ ซีวอน  แต่เขาลอคห้องนี่เข้ามาได้ไง  $^^&$@#$%

 

 

 

ฮยอกแจอยากจะแรพเป็นภาษาโปรตุเกตเมื่อดึงผ้าออกจากหัวแล้วก็เจอเข้ากับหน้าหล่อๆที่ก้มลงมาแทบจะชนจมูกเขาอยู่แล้ว

 

 

“เข้ามาได้ไง”

 

 

“ไม่ได้หลับนี่นา”

 

 

“เข้ามาได้ไง”  ยังถามคำถามเดิม

 

“…………………”  ซีวอนไม่ตอบ แต่ยกพวงกุญแจสำรองแกว่งไปมาอยู่ตรงหน้าฮยอกแจแทน   ||||

 

 

“ไม่มีมารยาท ”

 

“เมื่อวานยังเข้ามานอนได้เลย ทำไมวันนี้ลอคห้อง แล้วทำไมเรียกถึงไม่ตอบ แล้วอีกอย่าง ทำไม ไม่ กิน ข้าว

 

 

ซีวอนยิงคำถามรัวจนคุณสรยุทธแทบจะตกงาน  ฮยอกแจไม่อยากคุยด้วยเลยหันหลังไปอีกทาง แต่มีหรอซีวอนจะยอมให้เมินกันง่ายๆ

 

 

มือแกร่งรวบตัวของคนตัวบางที่นอนขดอยู่ใต้ผ้าห่มให้หันมามองหน้าเขาเหมือนเดิม

 

 

ทำ ไม ไม่ กิน ข้าว” ช้าๆ ชัดๆ อีกครั้ง

 

“ไม่หิว”

 

“ไม่เชื่อ กินจุอย่างฮยอกแจหรอจะไม่หิว ”

 

“ทำไมล่ะ ก็ไม่ได้ตะกละตลอดเวลานะ”

 

“ไมได้ว่าฮยอกแจตะกละ  คิดไปไกลมากเลยนะคับ”

 

“#$%#@@#$#@@&^&*&($#!”

 

 

ซีวอนฟังไม่ถนัดไม่รู้ว่าฮยอกแจบ่นอะไร รู้แต่ปากขมุบขมิบ แล้วอยู่ๆดีน้ำตาของคนตัวเล็กก็ไหลออกมาโดยไม่มีปี่มีขลุ่ย

 

 

“เฮ่ย ร้องไห้ทำไม ยังไม่ไม่ได้ว่าอะไรเลยนะคับ เป็นห่วงรู้รึเปล่า ยังไม่ได้กินอะไรแบบนี้ เดี่ยวก็ปวดท้องอีกน๊า”

 

 

“ฮึก ฮึก  ก็อยาก.. ฮึก อยากกินชาบูชาบู นี่  ฮือ !! ไม่ได้อยากกินข้าว”

 

 

“หืม….. รู้ได้ไง”

 

 

“ก็คยูมันบอกออกจะดังขนาดนั้น จะไม่รู้ได้ไงล่ะ”

 

 

“โกรธหรอ”

 

 

“………………………..”  ใจจริงฮยอกแจก็ไม่ได้โกรธหรอกนะ  แต่มันน่าน้อยใจมากกว่า เรื่องแบบนี้แทนที่จะนึกถึงเขาเป็นคนแรก ดันเป็นคนอื่น ไม่ได้เป็นคนแรกไม่ว่า นี่อะไรกัน ชวนกันซักคำก็ไม่มี

 

 

“โกรธจริงด้วย  วันนี้เหนื่อยมั๊ย หืม ”  ซีวอนเอานิ้วโป้งเกลี่ยรอยน้ำตาบนแก้มขาวของฮยอกแจอย่างเบามือ พร้อมทั้งลูบผมที่ปรกหน้าจนยุ่งไปหมดให้เข้าที่  ฮยอกแจจะปัดมือออกแต่ก็สู้แรงของซีวอนไม่ไหว ก็เลยปล่อยให้ผมและแก้มตัวเองโดนลูบอยู่แบบนั้น  ถ้ามันขึ้นเป็นเลขคงต้องซื้อหวยกันบ้าง  ลูบอยู่ได้ ไอ่บ้าซีวอน เขินนะ

 

“เหนื่อย แล้วก็หิวมากด้วย” นี่คือความจริงที่สุด

 

“ไหนใครบอกไม่หิวนะ เมื่อกี้”  ซีวอนหมั่นไส้คนขี้งอน หยิกแก้มแกล้งไปทีนึง

 

“ไม่ได้กินอะไรมาทั้งวัน จะไม่ให้หิวได้ไง”

 

“ก็ถึงอยากให้กลับมาพักไง ใครจะไปคิดว่าโดนโกรธขนาดนี้  ใกล้เวลาจะต้องไปวิทยุแล้วไม่ใช่หรือไง ฮึ ลุกไปกินข้าวก่อนนะ ”

 

“ไม่ได้ลืมชวนหรอกหรอ”

 

“ไม่เคยลืม แล้วก็ซื้อของกินมาเต็มเลย ไม่เชื่อไปดูข้างนอกสิ”

 

“ทีหลังก็โทรมาบอกสิ  จะไปรู้หรอ ก็ไม่เห็นบอกอะไรซักคำ”

 

“คุณฮยอกแจคับ ไอโฟนข้างเตียงนี่ไม่มีสายเข้าบ้างหรือไงนะ”

 

ฮยอกแจตาเหลือก ตอนนั้นเขาโกรธซีวอนมากก็เลยปิดเสียงมือถือโยนไว้อย่างไม่ใยดี แล้วก็ลองหยิบไอโฟนมาดู

 

5 Missed calls

 

 

5 สายไมได้รับ กดดูรายชื่อคนที่โทรมา  ทั้ง 5สายก็มีแต่

 

= My Siwon =

 

 

ฮยอกแจได้แต่เกาหัวยิ้มแหยๆใส่ซีวอน  แล้วก็ทำไม่รู้ไม่ชี้กะจะลุกออกไปกินข้าวข้างนอก  แต่ก็ช้าไป เมือซีวอนคว้าเอวทันจนต้องล้มลงมานั่งบนเตียงอีกครั้ง

 

 

“ทำผิดแล้วจะไปง่ายๆหรอ”

 

“คนผิดคือ ซีวอนไม่ใช่หรอ”

 

“หึ อย่ามาโยนความผิด คนเค้าเป็นห่วง ยังมาหาว่าลืม โทรมาก็ไม่รับ ”

 

“คนกำลังเหวี่ยง ก็ต้องงอนเป็นธรรมดา ปล่อยเด่ หิวแล้วอะ จะไปกินข้าว”

 

“ยังไปไหนไม่ได้ทั้งนั้น”

 

 

ซีวอนกดจูบลงบนริมฝีปากบางของฮยอกแจ เนิ่นนาน จนฮยอกแจแทบจะหมดแรง  วันนี้เหนื่อยมาทั้งวันก็จริง แต่พอมาเจอแบบนี้เข้า ฮยอกแจเริ่มคิดว่า ข้าวก็ไม่ต้องกินมันละ

 

 

“คร่อก ……คร่อก”    เสียงประท้วงจากร่างกายทำให้ทั้งสองหลุดหัวเราะ  คนตะกละอย่างฮยอกแจ มีหรอจะยอมอดข้าวปล่อยให้ตัวเองหิวจนท้องร้องแบบนี้ 

 

 

“ไปกินข้าวเถอะ” 

 

“อื้ม”

 

 

ซีวอนยิ้มหล่อๆ ให้คนรักอีกครั้ง แอบตบสะโพกไปทีนึงเพื่อไล่ให้คนหิวโซออกไปกินข้าวซักที

 

 

 

“รีบกลับมานะ… คืนนี้จะนอนที่นี่”

 

 

 

 

 

 

-END -

 

[SF] Cin-Teuk : Sweet (Air) Line

posted on 04 Apr 2011 12:38 by missmillet
 
 
 
Cin-Teuk : Sweet (Air) Line







“ อีอีอีอีอีทึกกี้!!!! อ๊า!! ” เสียงสากเสียดแก้วหูและมือเรียวยาวของคิมฮีชอลพุ่งตรงไปยังลำคอขาวๆของอีทึก ลีดเดอร์ผู้เป็นเจ้าของลักยิ้มบุ๋มซึ่งกำลังเพลิดเพลินอยู่กับหน้าจอทัช สกรีนของซัมซุงกาแลคซี่ ที่ตอนนี้ยังไม่รู้ตัวซักนิดว่า มารร้ายกำลังกล้ำกลายมาจากทางด้านหลัง



“ อ๊ากกกกกส์ ” มือเรียวขยำเข้าตรงส่วนกลางของลำคอพอดิบพอดี แรงบีบที่ไม่แรงมากนัก มันไม่ได้สร้างความเจ็บปวดให้ผู้ถูกกระทำแม้แต่น้อยแต่กลับสร้างความเสียว ซ่านผสมจั๊กกะจี้เล็กๆ ชวนให้ขนอ่อนแถวๆนั้นตั้งชันขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้



“ ทำไรอะ เอามาดูซิ ” ทำคนตกใจแล้วแทนที่จะขอโทษไม่มีซะล่ะ คิมฮีชอลยังถือวิสาสะแย่งมือถือเครื่องที่… ที่เท่าไหร่ก็ไม่รู้ของลีดเดอร์หน้าหวานมาดูอย่างหน้าตาเฉย อะไรที่เป็นของจองซู สิ่งนั้นก็คือของ ฮีชอล เพราะแบบนี้ จองซูก็เลยยอม ฮีชอลทุกทีไป ถึงแม้คราวนี้เหมือนจะไม่อยากยอมเท่าไหร่ แต่ก็สายไปแล้ว



“อ๊านี่นายแอบดูรูปชั้นอีกแล้ว กี่ครั้งแล้วเนี่ยที่ทำแบบนี้น่ะ ฮึ ฮ่าๆๆ” พอคิมฮีชอลยิ้มเยอะๆเค้าก็มีลักยิ้มเหมือนกัน แต่อะไรบนหน้าจอที่ทำให้เค้าฉีกยิ้มโชว์ร่องเหงือกได้ขนาดนี้ นอกเสียจาก รูปจากทวิตเตอร์ของเค้าเองในชุดเสื้อคลุมอาบน้ำ อ่า นี่มันในโรงแรมที่เมืองไทยนี่นา แล้วตอนนี้มันก็โชว์หราอยู่บนหน้าจอโทรศัพท์เครื่องที่ฮีชอลถืออยู่ไงล่ะ




“คนอะไรถ่ายรูปตัวเองเป็นร้อยครั้ง” อีทึกที่ตอนนี้ไม่รู้จะเอามือว่างๆของเค้าไปวางไว้ตรงไหนดี กำลังหาเรื่องเฉไฉ



special1004 Follow Heedictator ตั้งแต่เมื่อไหร่กันละเนี่ย ”


“ ก็ไม่ได้ follow ซักหน่อยนี่ ”



“แต่แอบเข้ามาดุรูปงั้นสิ ฮ่าๆๆๆ ”



“ ดูไม่ได้รึไงล่ะ ไม่งั้นนายจะทวิตโชว์คนอื่นทำไมกัน”



“ดู ด๊ายยยย แต่นายต้องดูที่นี่ ตรงนี้ ตัวจริง เข้าใจปะ จองซู”คิมฮีชอลไม่เคยพูดเฉยๆ เค้าจับหน้าจองซูของเค้าให้หันมาดู Heedictator ตัวเป็นๆตรงหน้า นาน… นาน…นับหลายวินาที



“เราไม่จำเป็นต้อง Follow กัน จำไว้ ” ไหนๆก็จับหน้าลอคเอาไว้แล้วนี่ จุ๊บหน้าผากหนึ่งทีแทนการ Follow กันและกันของ Heedictator และ special1004 ในแบบที่รู้กันแค่สองคน~



“พรุ่งนี้ที่ใต้หวัน จะเป็นไงมั่งนะ” ลีดเดอร์ที่ยังไงหน้าที่ก็มาก่อนทุกอย่างเสมอ ผละตัวเองออกมาจากการ Follow ของฮีชอล แสดงสีหน้ากังวลทันที ไอ้อาการเป่าปาก ทำปากยืนปากยาวแบบนี้ มันทำให้ฮีชอลหมั่นใส้นักล่ะ ไวเท่าความคิด นิ้วชี้เรียวยาวก็ยื่นไปสะกิดเปลือกปากล่างของเป็ดอีทึกกี้ทันทีเช่นกัน


“มีชั้นอยู่ทั้งคน นายเลิกห่วงทุกอย่างซักทีนา ” นิ้วชี้ยังคงสะกิดเปลือกปากบางอีกสองสามทีเบาๆ เมื่อมองดูแล้วก็นึกขำคนตรงหน้าเสียเอง อีทึกกี้อ่า นายนี่น๊า ขี้กลัวซะจริงๆ



“นอนเหอะ ไม่งั้นทนไม่ไหวจะไปเรียกรอยออุคมาทำอะไรให้กินอีก ตอนนี้หน้าบานจนไม่อยากส่องกระจกเลยเหอะ” ฮีชอลพยายามทำแก้มตัวเองให้ตอบลงพร้อมกับตบๆที่นอนและแทรกตัวลงไปในผ้านวม ผื่นใหญ่ แต่ทำไปทำมา กลับกลายเป็นตัวตลกให้คนตรงหน้าขำพรืดออกมาเสียได้ นั่นล่ะจุดประสงค์ ในที่สุดก่อนนอนเค้าก็ได้เห็นรอยยิ้มหวานของอีทึกจนได้ ท่าทางจะฝันดีสินะ


“ นายไม่กลับไปนอนห้องตัวเองหรอ ”



“ห้องจองซู ก็คือ ห้อง ฮีชอล ไง อย่าขี้ลืมสิ มานอนได้แล้ว นอนดึกหน้าแก่ รู้ใช่ปะ”







@Heedictator http://twitpic.com/3s1lnt 臺灣!! 你好~★ See U Tomorrow~ :)




ก่อนจะนอน Heedictator ก็อดไมได้ที่จะเวิ่น เอ๊ย เอาใจเอลฟ์ใต้หวัน พอเป็นพิธี พรุ่งนี้พวกเค้าจะมีคอนเสิร์ตที่นั่น





การเดินทางไปต่างประเทศครั้งนี้ เรียกได้ว่า เดินทางกันยาวเลยทีเดียว 10 วันต่อจากนี้ พวกเค้ามีตารางงานต่อเนื่องกันตลอด ใต้หวัน ญี่ปุ่น และซุปเปอร์โชว์ 3 ที่สิงคโปร์ นั่งเครื่องบินเหมือนนั่งซับเวย์ข้ามเมืองเป็นว่าเล่นแบบนี้ เหล่าเมมเบอร์ทุกคนยกเว้น ชเวซีวอน ที่ติดถ่ายละคร Athena ต่างก็งัวเงียขึ้นรถตู้ เพื่อเดินทางไปสนามบินอินชอน



“อ๊า ผมรู้สึกเหมือนวิญญาณยังไม่เข้าร่าง” รยออุคหาวหวอด ขณะก้าวขาอย่างทุลักทุเลขึ้นรถตู้


“ดูละครแหง” โจวคยูฮยอน แขวะในขณะที่ควักหน้ากากสีขาวขึ้นมาสวม ช่างไม่มองตัวเองเอาซะเลย


“ดูเป็นเพื่อนพี่ทงเฮตะหากล่ะ ละครพี่ทงเฮจบแล้ว คราวนี้จะดูอะไรต่อดีน๊า”


“ละครลูกสาวพ่อจบแล้วหรอพี่ แหม จบพร้อมๆกับสามทหารเสือเลยนะ อุคกี้มีไฟล์มั๊ยเนี่ย จะนั่งดูบนเครื่อง” คยูฮยอนหันไปถามทงเฮ แล้ววกกลับมาทวงละครจากรยออุคเจ้าแม่ซีรีย์ประจำหอต่อทันที


“จิกกันขนาดนี้ไม่ให้ดุเลยดีมะ บอกให้เรียกพี่บ้าง”



“หยุดทะเลาะกันได้แล้วว้อยหนวกหูจริง เจ้าพวกนี้” ฮีชอลที่ขึ้นไปนั่งประกบอีทึกอยู่ก่อนแล้วตวาดออกมา ทำให้ คู่คยูเรียวเงียบปากลงอย่างว่าง่าย แต่โจวคยูฮยอนยังไม่วายแอบเมาท์งุบงิบๆใส่หูรยออุค แล้วต่างก็หัวเราะกันคิกคักๆ ทางด้านหลัง








สนามบิน อินชอน






“ อ้าวทุกคนนนน เตรียมพาสปอร์ตกันรึยางงง เดี๋ยวไม่ได้ขึ้นเครื่องน๊า ” หน่วยกล้าตายนาม อีฮยอกแจ โพล่งขึ้นมาหน้าตาเฉย แอบเหล่ไปทาง รุ่นพี่ฮีชอลและอีทึก เจ้าของประเด็นพาสปอร์ตหมดอายุ จนต้องเลื่อนไฟลท์ตอนเดินทางไปประเทศไทยคราวโน้น



“ฮ่าๆๆ ไหนๆ ของใครจะหมดอายุบ้างเนี่ย เชคหน่อยๆ” หน่วยผสมโรง คิมจงอุน แกล้งแย่งพาสปอร์ตในมือรยออุคมาเปิดดู เหล่าเมมเบอร์ต่างก็รุ้ว่าอะไรเป็นอะไร แต่ทุกคนก็ยังยื้อแย่งพาสปอร์ตมาดูกันอย่างสนุกสนาน คนที่ก้มหน้างุด ๆ แต่แอบอมยิ้มอย่างอดไม่ได้ คงนีไม่พ้น หลีดเดอร์เจ้าของทอปปิค


ด้านฮีชอลยังคงเก็กหน้านิ่ง แต่ในใจก็แอบหมั่นใส้น้องๆที่รุมกันแซวซะลั่น



“ไม่ขำว่ะ เยซอง” แต่ในที่สุดไอ้อาการหน้านิ่งๆ ที่เก็กไว้ก็ต้องหลุดไม่เป็นท่า เพราะเมื่อนึกถึงเหตุการณ์วันนั้น มันก็อดมีความสุขไม่ได้นี่หว่า พวกน้องๆดันรุ้ทันกันอีก แย่จริง


“แน่ะๆๆ ไม่ขำ ยิ้มจนเหงือกบานแล้วนะพี่อะ” อีฮยอกแจ พูดแล้วก็ชะงักไปเอง ว่าแต่เค้า ลืมมองเหงือกตัวเองซะนี่


“ทงเฮ ช่วยพาอึนฮยอกของนายไปส่องกระจกทีซิ ไอ้เหงือกเอ้ย ”


“ ฮ่าๆๆ ”


“ก๊ากๆๆๆๆ”


“โฮะๆๆๆๆ” (รยออุค แอบปิดปากขำคนเดียวเงียบๆ)




เสียงฮาครืนของเหล่าสมาชิกและทีมผู้จัดการก็ตามมาอีกชุดใหญ่ เอาเป็นว่า ทริปนี้ถ้าไม่นับซีวอน ทุกคนก็ได้ขึ้นเครื่องกันอย่างพร้อมหน้า




ฮีชอล และอีทึกที่เดินเคียงคู่เข้าเกทไปพร้อมๆกัน เป็นภาพสุดท้ายที่เหล่าบรรดาเอลฟ์ที่แห่ไปส่งที่สนามบินอินชอนแชะมาได้ ภาพที่ถ่ายจากหน้าจอกล้องถ่ายรูปอีกที ถูกทวิต และรีทวิตซ้ำแล้วซ้ำเล่า พวกที่เรียกตัวเองว่า 83Line shipper ซึ่งนับวันจะมีจำนวนมากขึ้นๆ ต่างก็กล่าวขวัญถึงความเรียลของสองคนนี้กันอย่างชื่นมื่น รูปชอท 83line จากคอนเสิร์ตหลายๆครั้ง ก็ถูกนำมาทวิตกันไม่หยุดหย่อน และแน่นอน ทุกคนลุ้น 83line scene ในคอนเสิร์ตครั้งต่อๆไป เสมอว่ามันจะออกมาเป็นยังไง




“อุคกี้เอานั่นมา ยึดเลยละกันนะ ยังไม่ได้ดูซักตอน ต้องดูหน่อยชเวอุคกี เล่นละครดีหรือเปล่าเนี่ย” คยูตาญัง ดึงแลปทอปในมือรยออุคเอามาหนีบไว้ในขณะที่เดินไปหาที่นั่งบนเครื่องของตัว เอง ดูจากตั๋วแล้ว ก็ตรงไปทันที




“วันนี้เรานั่งด้วยกัน หึหึ” เยซองแอบขยี้หัวหัวรยออุคจนยุ่งไปหมด ก่อนจะดันหลังคนตัวเล็กไปนั่งตรงริมหน้าต่าง และก็นั่งตามลงไปข้างๆทันที



“อื้อ” เยซองแบ่งหูฟังไอพอดให้รอยออุคหนึ่งข้าง แอบเห็นเจ้าคนชั่วคยูฮยอนมันยึดแลปทอปของคนข้างๆไปต่อหน้าต่อตา ไอ้ตัวเล็กนี่ก็ทำหน้าจ๋อย สงสัยอยากดูละครบนเครื่องเหมือนกัน



“ขอบคุณฮะ” รยออุครับมา พร้อมส่งยิ้มหวานไปตามสไตล์





และแล้วเย่เรียว ก็หลับลงอย่างเร็วพร้อมเพลง It’s has to be you ที่กำลังเล่นไปเรื่อยๆ~
 
 
คยูฮยอนหนีบแลปทอปแทรก ตัวลงระหว่างพี่ซึงฮวานผู้จัดการ กับ เอ่อ ข้างๆเค้ามันคือ จะคือใครล่ะ คู่83line สุดฮอทในตอนนี้ยังไงล่ะ สองคนนี้ตัวติดกันขนาดนี้เลยหรอ ไม่ยอมห่างกันเล้ยยยย คยูฮยอนเหลือบมองไปทีนึง ก็หันกลับมาสนใจ ชเวอุกกี ที่กำลังซักผ้า บนจอแลปทอปต่อ




“ง่วงขนาดนั้น” อีทึกเอามือผลักหัวฮีชอลที่ซบแขนอยู่เบาๆ



“อื้อ ขอนอนหน่อย ” ฮีชอลขยับหมวกไหมพรมของเค้าให้เข้าที่ ก่อนจะซุกหัวลงไปบนแขนของคนข้างๆตามเดิม



“นอนแบบนี้สบายนักรึไง นอนดีๆดิ”



“หนุนแขนแค่นี้ก็ไม่ได้หรอ ”



“ก็นอนแบบนี้มันเมื่อยนี่ ไม่ถูกหรอ”



“นายจะมารู้ดีกว่าชั้นได้ยังไง ฮึ”



“ตามใจ”




คนถูกตามใจไม่รอช้า เอียงหัวมาหนุนไหล่คนข้างๆต่อทันที ทั้งที่ไม่แน่ใจว่าท่านอนแบบนี้จะสบายจริงหรือเปล่า แต่ฮีชอลก็เคลิ้มหลับไปในไม่กี่นาที ~










.......................Sweet (Air) Line...............................










ถึงแม้ซีรีย์เรื่องแรกของทงเฮจะน่าสนขนาดไหน แต่คยูฮยอนก็อดไม่ได้ที่จะเหลือบไปมองคู่ข้างๆ ที่ตอนนี้ต่างก็หลับสนิท เอาหัวชนกันไปมา จนไม่สามารถสรุปได้ว่าใครซบใครจากการดูด้วยตาเปล่า



“หึหึ ไปเหนื่อยมาจากไหนนะ สองคนนี้” มัคเน่ยิ้มร้ายๆ พึมพำคนเดียวเบาๆ



“ซี รีย์จบแล้วรึไง” ไม่ทันที่คยูฮยอนจะเบือนสายตาไปทางอื่น ดวงตาที่หลับสนิทของฮีชอล แต่ริมฝีปากขยับออกมาเป็นคำพูด เป็นภาพที่น้องเล็กจอมป่วนงงเป็นที่สุด




“นึกว่าหลับ อะไรวะ ได้ยินได้ไงวะเนี่ย ซวยจริงๆ” กัดฟันพูดเบาซะจนกลัวมดจะได้ยิน




“อี ทึก ฝากทุบเจ้าคยูซักป๊าบ พอดีมือชั้นไม่ว่าง” คยูฮยอนรู้สึกว่าคิดผิดที่หาเรื่องใส่ตัว แถมพี่ผุ้จัดการซึงฮวานยังแอบอมยิ้มใส่เค้าอีก อยู่ดีไม่ว่าดีจริงๆ



“มือชั้นก็ไม่ว่างเหมือนกันนี่” อีทึกรู้สึกกระดากอายพิกลที่ต้องตอบไปแบบนี้



ฮีชอลลืมตาขึ้นมามองอีทึก ที่ทำอะไรไม่ถูกอยุ่ตอนนี้แล้วนึกขำ แถมยังกุมมือของอีกฝ่ายให้แน่นขึ้นไปอีก จับมือกันมาตลอดทางมันอุ่นดีจริงๆ ~



“อีกมือล่ะ”



“เป็นเหน็บ”



“ห๊ะ อะไรนะ ฮะ ฮ่าๆๆ ไหนเอามาดูหน่อย” ฮีชอลรีบปล่อยมือออกจากมือซ้ายของคนนั่งข้างๆ แล้วรีบคว้ามือข้างขวาที่เจ้าตัวรู้สึกว่ากำลังชาจนไม่มีความรู้สึกขึ้นมาดู แทบจะทันที


“รู้สึกเหมือนมือมันหายไปเลย” อีทึกทำหน้าเหยเก เมื่อฮีชอลเขย่าตรงข้อมือเค้าเบาๆ


“ทำอิท่าไหนเนี่ย ” ฮีชอลยิ้มนิดๆก่อนจะใช้นิ้วหัวแม่มือของตัวเองกดลงไปบนฝ่ามือของอีกฝ่าย


“เจ็บมั๊ย” เมื่อได้รับคำตอบด้วยการส่ายหน้าของคนข้างๆ ก็เพิ่มแรงให้มากขึ้นบรรจงนวดไปทีละนิ้ว ทีละนิ้ว อีทึกเหลือบมองท่าทาง และสีหน้าแววตาของฮีชอลแล้วก็เกือบหลุดยิ้มออกมา ฮีชอลในแบบที่อ่อนโยน เอาใจใส่ดูแลคนอื่นแบบนี้ มีเค้าคนเดียวหรือเปล่า ที่ได้เห็น ~



“หายแล้ว”



“แน่ใจ..?” ฮีชอลยังตั้งหน้าตั้งตานวดต่อไป ตอนแรกเหมือนนึกสนุก แต่ตอนนี้เหมือนไม่อยากปล่อยมือของอีทึกอีกเลย ทำยังไงดีละเนี่ย >..<



“อื้อ หายจริงๆ ขอบใจนะ’’ โอเคในเมื่อเจ้าของบอกหายแล้ว จะให้ทำยังไงอีก ปล่อยก็ปล่อย



“คน อะไร นั่งทับมือตัวเอง ตลกชะมัด ” ฮีชอลหันไปยิ้มขำกับความเปิ่นของคนที่ได้ชื่อว่าเป็นลีดเดอร์ของซุปเปอร์จู เนียร์ นิ้วชี้เรียวยาวของเค้าก็อดไมได้ที่จะจิ้มลงไปบนลักยิ้มบุ๋มซักที




หมั่นเขี้ยว !~!







โจวคยูฮยอน …… คือผู้เห็นเหตุการณ์ สองคนนั้นทำเหมือนอยู่กันแค่สองคนบนเครื่องบินชั้นบิซิเนสคลาส ตัวเค้าเอง สมาชิกในวง และผู้โดยสารคนอื่นๆ กลายเป็น มด แมลง ยุง ไปโดยปริยาย หรือว่ากำลังเข้าใจผิด นี่มันเป็นฉากหนึ่งในซีรีย์ที่เคยดูหรือยังไงกัน พี่ใหญ่สองคนของวง มันอะไรกันวะเนี่ยยยย






จริงจัง ! พี่เค้าจริงจัง !






ร่างสูงโปร่งของคนที่ได้ชื่อว่าเสียงดีที่สุดของวงคนนึง กำลังลีบเล็กลงไปอย่างบอกไม่ถูก การอยู่ผิดที่ผิดทางโดยที่หนีไปไหนก็ไม่ได้ มันอึดอัดดีจริงๆ แลปทอปของรยออุคที่ยึดมาถูกพับเก็บ มีเพียงไอพอดในกระเป๋าเท่านั้นที่ช่วยเค้าได้ตอนนี้ ถ้าเครื่องยังไม่แลนดิ้งตอนนี้ ก็ควรนอนซะ





“ชเวอุคกี เจอกันอีกทีที่โรงแรมนะ”








อีกไม่กี่ชั่วโมง เครื่องบินก็จะพาเมมเบอร์ทั้งหมดไปถึงไต้หวัน งานหนักรอพวกเค้าอยู่ข้างหน้า เวลาพักผ่อนอันน้อยนิดที่หอพักหลังจากเสร็จงานในแต่ละวัน ถูกทดแทนด้วยการงีบหลับระหว่างการเดินทางข้ามประเทศอยู่เป็นประจำ



ทำไมฮีชอลจะไม่รู้ว่าคนข้างๆ เหนื่อย และอยากพักมากแค่ไหน ถ้ามันจะทำให้อีทึกหลับสบายกว่า ไหล่กว้างของเค้าก็พร้อมจะเป็นหมอนให้อย่างเต็มใจ ใบหน้าที่อิดโรย แต่ยังยิ้มได้ตลอดเวลาของคนคนนี้ ควรได้พักบ้าง





เตียงนุ่มๆ ผ้านวมอุ่นผืนหนา หมอนใบโต ก็ไม่จำเป็นแล้วล่ะ จริงมั๊ย ……










......................Sweet (Air) Line........................



[SF] 83Line - Daily

posted on 04 Mar 2011 11:32 by missmillet
Title - 83line - daily 

Auther - Millet

Pairing - 83line 


............................................................................... 










อ๊า!! โคตรง่วงเลย ผมเป็นคนนอนไม่เป็นเวลา นึกอยากนอนตอนไหนก็นอน แถมอยากกินตอนไหนก็กิน เป็นไงล่ะทุกวันนี้ไม่อยากจะโดนถ่ายรูปซักเท่าไหร่ แต่ดูเหมือนเลี่ยงไม่ได้ กี่พันรูปเข้าไปแล้วกับคอนเสิร์ตที่ผ่านมา โอเคถึงมันจะดูดีอยู่ แต่ขอร้องเถอะ บางรูปโคตรอ้วนเลย ให้ตาย 


วันนี้มีงานแต่เช้า อู้ก็ไม่ได้ซะด้วย เคยใช้สิทธิ์อู้อย่างเป็นทางการไปแล้วตอนงานเปิดตัว super show 3 3D ก็ตอนนั้นหน้าเหมือนศพเดินได้ ผมเลยเนียนปล่อยให้อีทึกไปกับเจ้าสองคนนั้น ไอ้พวกยูนิตเอ็มไปจีนกันหมดนี่นา นักข่าวไม่มีตัวเลือกในการโฟกัสมากนักหรอก รับรองผมต้องอุบาทสุดๆในงานนั้นแน่ๆ คิดแล้วก็สยอง แต่งานนี้เลี่ยงไม่ได้สินะ อ๊า!! เอาเถอะข้าวยำเกาหลีในงาน คงทำให้ผมหายคิดถึงรยออุคไปได้บ้าง เจ้าพวกนั้นเพิ่งจะไปจีนกันอีกแล้ว หอเลยโคตรจะโล่ง 





D- a- i- l- y 







“ฮีชอลอ่า เสร็จรึยัง” ไม่ต้องทายให้ปวดหัว อีทึกร้องเรียกผมอยู่หน้าห้อง 

“เสร็จแล้วนา อย่าเร่งสิ” ผมหยิบสูทสีดำพาดแขนเอาไว้เปิดประตูออกมา

“ ง่วงหรอ ” ไม่น่าถาม 

“เจ้าพวกนั้นน่ะสิ ชวนคุยเกือบเช้า นี่ถ้าไม่ติดว่าต้องบินไปจีน คงไม่ยอมนอนกัน” 

“คิดถึงเนาะ เฮ้อไม่พูดแล้ว รีบไปกันเถอะ” อีทึกนายอย่าทำแบบนี้ พวกมันไมได้หายไปไหนซักหน่อย เดี๋ยวก็เจอกันแล้ว เจ้าพวกนั้นน่ะ … โอเค ผมก็คิดถึงพวกมันจะตาย ถึงได้ยอมคุยด้วยจนถึงเช้าไงล่ะ 


“ไปเถอะ” ผมดึงมืออีทึกแล้วรีบลากออกไปที่ลิฟท์ เฮ่ย เมื่อกี้มัวแต่คุยโน่นนี่ สูทลายสก๊อตนี่มัน.. มัน ทำไมต้องเนี๊ยบทุกกระเบียดนิ้วขนาดนี้วะ บ้าเอ๊ย ไม่มองแล้วก็ได้ บางทีอีทึกก็ทำผมใจสั่นบ่อยเกินไป 

“หยุดทำไมหรอ” บอกจะไม่มอง แต่ก็พลาดจนได้ 

“อ่อ .. กำลังนึกว่าลืมอะไรหรือเปล่า เออ ช่างเถอะ” โคตรจะไม่เนียน แต่อีทึกนะเหรอจะรู้อะไร โอเคไปกันได้ซักที 

“มืออุ่นจนร้อนเลย เป็นไรหรือเปล่า” อีทึกบีบมือผมเบาๆระหว่างรอลิฟท์ ร้อนเลยหรอ ผมไม่รู้ตัวหรอก แรงยังไม่มีจะยืนอยู่แล้ว 

“ ไม่หรอก ชั้นมันร้อนแรงนายน่าจะรู้ดีนี่ หึหึ ” พูดบ้าอะไรไปก็ไม่รู้แล้วตอนนี้ 


“ยังมาพูดเล่นอีก หรือจะกินอะไรก่อนดี ยังพอมีเวลานะ เอามั๊ย” 


“เดี๋ยวเราก็ได้กิน นายบอกเองไม่ใช่หรอว่าวันนี้งานที่เราไปมีกินฟรี” 


“มันกินเหมือนอยู่บ้านได้ที่ไหนกันเล่า รยออุคทำข้าวผัดกิมจิไว้เต็มเลย น่าจะรองท้องซักหน่อย ดีมั๊ย”


“ไม่เอาอะ จะเก็บไว้กินตอนดึกๆ เดี๋ยวก็ไม่มีใครมาทำให้กินแล้ว กลัวมันหมดจะตาย” ถ้าหิวขึ้นมาตอนดึกจะกินอะไรเล่า รยออุคไม่อยู่แบบนี้ ใครจะลุกมาทำให้กินกัน 


“อ่า เอางั้นหรอ ไหวแน่นะ ล้มกลางงาน ตัวใครตัวมันละกัน” กล้าพูดแบบนี้หรอ จองซู 


“กล้าดียังไงจองซู หือออออ ลิฟท์มาแล้วไปซักที” ผมลากคออีทึกเข้าไปในลิฟท์ หมั่นใส้อยากจะทำอะไรซักอย่าง แต่ในหัวมันตื้อบอกไม่ถูก เออ ฝากไว้ก่อน 


“อ๊า !!!” อีทึกกัดฟันร้องเบาๆ หึ ลองเสียงดังสิ 





D- a- i- l- y 





อีทึกบอกว่าวันนี้จะกินเหมือนอยู่ที่บ้านได้ยังไง แต่เชื่อมั๊ย ผมลืมคำนั้นไปเลย มันอร่อยมากจริงๆ กินข้าวออกสื่อ มันเหมือนจะเกร็งในช่วงแรก แต่ชินดงมันทำให้ผมรู้สึกว่า เออถ้าหิวนักก็กินเข้าไปเถอะ ดูเอาแล้วกันมันน่ากินจริงๆ 

@Heedictator BIBIMBOP http://yfrog.com/h5xtwhpj 

 








รับรองได้งานนี้ผมไม่อู้แน่ เห็นหรือเปล่าตั้งใจขนาดไหน เดี๋ยวทุกคนคงเห็นได้จากรูป สื่อมากันเยอะเหมือนทุกทีที่มีการปรากฏตัวของ คิมฮีชอล ผมคิดว่าอย่างนั้น 


แต่การยืนนานๆหลายชั่วโมง ก็ทำให้เหนื่อยได้เหมือนกัน อีทึกนายน่ะ ยิ้มตลอดเวลาได้ไงกันวะ ตอนนี้ผมเริ่มไม่มีแรงแล้ว วันนี้ไม่ค่อยปกติจริงๆ เฮ้ยไม่นา ไม่อยากจะสรุปให้เร็วไปว่าวันนี้ ป่วย จริงๆ 



“ตัวร้อน” อีทึกกระซิบข้างหูผมเบาๆตอนงานใกล้เลิกและเรากำลังจะกล่าวลา 


“ไม่หรอกมั๊ง ” ถึงจะรู้สึกเหมือนที่อีทึกบอก แต่ก็ไม่อยากจะป่วยจริงๆหรอกนะ 


“กลับไปรีบนอนเลยนะ อย่าให้รู้ว่าเล่นเกม” 


“นายห้ามได้หรอ เกมน่ะ ไม่ใช่เพราะเกมรึไง เราถึง ….” อีทึกมือไวไปหรือเปล่า ตีแขนทำไมวะ โอ๊ย!! 


“ เป็นห่วง ” พูดแบบนี้ได้ไง ผมก็เลยไปไม่เป็นเลย เอาน่าจะกลับไปงีบซักหน่อยละกัน 





อีทึกยังมีอีกงานที่ต้องไป ชินดงกับเยซอง ยังจะไม่กลับหอตอนนี้ เหลือผมคนเดียว จริงๆผมแพลนไว้ว่าจะไปรออีทึกที่งานแล้วค่อยกลับพร้อมกัน นอนในรถตู้ก็สบายดีออก แต่ถ้าอีทึกจะไล่กันขนาดนี้ผมกลับเลยก็ได้วะ 





D- a- i- l- y 






หอเงียบ ~ 




เงียบมากที่สุดในรอบหลายเดือน คืนก่อนผมยังนั่งดูทีวีกับทงเฮจนเช้าอยู่เลย ทงเฮยังนั่งแต่งเพลงไตเติ้ลให้ซุกิระจนเสร็จด้วยนะ นึกถึงตอนอึนฮยอกจัดกระเป๋าแล้วก็อดไม่ได้ที่จะคิดถึงพวกนั้น อึนฮยอกนายน่ะทำให้อีทึกของชั้นหงอยไปเลยนะ รู้ไว้ซะด้วย รยออุคเดินมาบอกก่อนไปสนามบินว่าทำข้าวผัดกิมจิไว้เยอะเลย นี่กะให้ผมอ้วนจริงๆใช่มั๊ย อ่า นายนะผอมจะตาย ที่จีนอาหารอร่อยๆเยอะแยะ นายก็ยัดมันลงท้องให้เยอะๆล่ะ ซองมินนายนอนกับใครก็อย่ากรนอีกล่ะ มันทำให้คนอื่นนอนไม่หลับ เจ้าบ้าเอ๊ย 




ผมรู้สึกว่า อยากไปเซี่ยงไฮ้ซะตอนนี้เลย ผมแค่อยากไปประเทศจีน ไม่เกี่ยวกับเจ้าพวกนั้นหรอกนะ 





 





หลังจากผมเซทรูปนี้ขึ้นเป็น screen saver ของโทรศัพท์ ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าหลับไปตอนไหน 










ผมไม่รู้จริงๆ ว่านอนไปนานเท่าไหร่ จนกระทั่ง รู้สึกถึงอะไรซักอย่างสั่นอยู่ข้างตัว อ๊า ทำไมถึงมึนไปหมดแบบนี้ 



-SBS PD – 


“ฮัลโหล” 

“ฮีชอล นายอยู่ไหน YS ใกล้เริ่มแล้วนายทำอะไรอยู่ ” 

“โอ๊ยพี่ ตายล่ะ ผมนอนหลับเพิ่งตื่น จะรีบไปครับ ” 

“อ่า รีบมาเลย นายไม่เป็นไรใช่มั๊ย เสียงแย่ๆนะ” 



ผมรีบกดตัดสาย PD ของ YS แล้วเปลี่ยนเสื้อผ้าออกไปทันที เชื่อมั๊ยล่ะ ผมหลับทั้งชุดสูทสีดำนั่น มึนหัวมากแถมไข้ขึ้นอีกต่างหาก แต่ทำไงได้ คิมฮีชอลยังสตรีท รายวิทยุทีมีคนรอฟังเป็นหมื่น ยังไงก็ต้องไปให้ทันให้ได้ 




ถึงตึก SBS อย่างเฉียดฉิว มาถึงก็เข้ารายการเลย สคริปต์นะเหรอช่างมันเถอะ สาบานได้ว่าทุกครั้งที่จัดรายการมา ผมไม่เคยพูดอะไรในสคริปต์เลย แล้วแม่ผมจะมาดูรายการทำไมวันนี้กันนะ แม่รู้มั๊ยวันนี้ผมไม่สบาย 

อีทึกชั้นป่วย นายเห็นรึเปล่า~ 


“พี่ทำอะไรเนี่ย” 


“ยื่นหน้าเข้ามาสิ แม่นายจะได้เห็นชัดๆ” โอเค แม่คงเห็นหน้าผมเต็มจอไปแล้ว หน้ามึนๆของผมวันนี้คงเต็มทวิตเตอร์แน่นอน อีทึกได้ดูอยู่หรือเปล่า ดูสิเนี่ยชั้นไม่สบายจริงๆด้วย 


 



รายการจบลงแล้ว วันนี้ไม่มีแรงจะเต้นอะไรทั้งนั้น ท่าเต้น Too perfect ของเจ้าพวกนั้นไม่เห็นสนุกเลย สู้ ออเรนท์ คาราเมลก็ไม่ได้ โอ๊ยยผมคัดจมูกไปหมด 


Quote:
110303 YoungStreet 太完美 kor ver 
http://www.youtube.com/watch?v=saEq7fdzwyk&feature=channel_video_title 




Quote:
สุกิระจบ รีบกลับหอได้มั๊ย ไม่สบายจริงๆด้วย




ผมจะบ้าตาย หอที่มีผมนอนป่วยอยู่คนเดียวมันไม่สนุกเลย หวังว่าอีทึกจะอ่าน sms ที่ผมส่งไปเร็วๆ สุกิระจบจะได้รีบกลับมาซักที ผมที่เกลียดการกินยาตอนนี้กำลังยัดยาลดไข้กับน้ำแก้วใหญ่ลงกระเพาะ เพราะสิ่งที่เกลียดยิ่งกว่าเจ้ายาบ้าๆนี่ คือโรงพยาบาล 



อากาศมันหนาวไปหรือผมกำลังจะตายกันแน่ ผมถึงรู้สึกว่าทั้งร้อนทั้งหนาวในเวลาเดียวกันแบบนี้ แย่ชะมัด รู้สึกเหมือนหายใจไม่ออก นี่มันกี่โมงแล้วเนี่ย อีทึกนายจัดสุกิระเสร็จหรือยัง ทำไมยังไม่กลับมาซักที 



Muah!!! 



อ่า Kiss radio จบพอดีนี่นา เยซองชั้นหลอนเสียงจูบของนายจริงๆ คราวหลังให้อีทึกทำคนเดียวได้มั๊ยวะ -_- 




rokkugo! rokkugo! rokkugo! marhaemar! rokkugo! rokkugo! rokkugo! marhaemar!! 



Jungsu ^^ 

อีทึกโทรมา !!! 




“ฮัลโหลลล” 

“ฮีชอล โอเคมั๊ย เพิ่งอ่าน sms ล่ะ” 

“นี่ชั้นส่งไปเป็นชาติแล้วนายเพิ่งอ่านมันหรอ ทึกกี้นายรีบมาได้แล้ว” 

“กำลังไป นายโอเคมั๊ย ยังไม่ตอบเลยนะ” 

“ถ้านายมาถึงเลยตอนนี้ ชั้นก็จะยังไม่ตาย” 

“พูดอะไรเนี่ย จะรีบไปเดี๋ยวแหละ” 

“เร็วๆเลยนะ ปวดหัวจะแย่แล้ว” 


อีกเป็นชั่วโมงกว่าอีทึกจะมาถึง ผมรู้สึกหิวมาก อยากออกไปอุ่นข้าวผัดของรยออุคกินซะเลยตอนนี้ แต่ร่างกายมันไม่ยอมทำตามที่อยากทำ ผมลุกไม่ไหวเอาดื้อๆ ทำไงได้ 


สิ่งที่ทำได้ดีที่สุดตอนนี้คือ นอนรอ ลมหายใจยังร้อนจนรู้สึกได้ ผมไม่รู้หรอกว่าตัวผมร้อนไปด้วยหรือเปล่า ไม่ป่วยแบบนี้มานานแล้ว ไม่นึกเลยมันจะทรมานขนาดนี้ ผ้าห่มที่ห่มจนถึงคอนี่ก็ไม่รู้เหมือนกันว่ามันจะช่วยได้นานแค่ไหน ทึกกี้ นายรีบมาเดี๋ยวนี้ ชั้นจะตายอยุ่แล้ว วว ว !! 






D- a- i- l- y 





“ฮีชอล….. ฮีชอลอ่า” 

“อื้อ มาแล้วหรอ ทำไมช้านักล่ะ” 

“อย่าเพิ่งพูดอะไรตอนนี้ ตัวร้อนขนาดนี้เลยหรอ” อีทึกเอามือลูบไปมาทั่วหน้าผมไปหมด 

“อื้อ ไม่รู้ ” 

อีทึกส่ายหน้า แล้วรีบลุกออกไป ซักพักกลับมาพร้อมผ้าขนหนูเย็นเฉียบ ที่ถูกลากถูไปมาบนหน้า แขน แล้วก็ลามไปถึงข้างในเสื้อผมด้วย มันเย็นจนสะดุ้ง เลยล่ะ แน่นอน รู้สึกสบายขึ้นเยอะ 



“ดีขึ้นมั๊ย” 

“นี่นายเช็ดตัวหรือถูพื้นกันแน่เนี่ย” 

“อ่า ก็มันตกใจนี่ ทำไมปล่อยให้ใข้ขึ้นขนาดนี้ได้” 

“ไม่รู้อะไรทั้งนั้น หิว หาอะไรให้กินด้วย” 

“ลุกไหวก็ตามออกมา” 

“จะไหวได้ยังไง นี่คนป่วยนะ ” 


อีทึกไม่แม้แต่จะหันมามอง โอเคผมต้องฝืนลุกตามออกไปนอกห้อง ไปถึงก็พบว่าบนโต๊ะมีข้าวผัดกิมจิ ที่ถูกอุ่นไว้แล้วกับซุปอีกหนึ่งถ้วย ดึกๆแบบนี้ ข้าวผัดฝีมือรยออุค มันก็ไม่เลวหรอก จริงๆแล้วมันอร่อยมากต่างหาก 


“กินนี่ไปก่อนนะ ตอนขับรถกลับมามันรีบไปหน่อย คิดไม่ออกว่าต้องซื้ออะไรให้นายกิน” 

“นายรีบมาก็ดีแล้วนี่ ” ข้าวผัดมันอร่อยจริงๆ ผมกำลังยัดเข้าปากอย่างมีความสุข 

“มองอะไร คนจะกินข้าว ” 

“มองคนกินข้าว ” เออ ยิ้มอยู่ได้ น่าเอาตะเกียบจิ้มตาจริงๆ 

“กินยานี่ด้วย ไข้จะได้ลด” 

“รู้แล้วนา ยานี่เม็ดใหญ่ชะมัด” ขณะที่ผมกำลังกล้ำกลืนฝืนกินยาลดไข้สองเม็ดเป้ง ๆอย่างโคตรทรมาน โทรศัพท์ของอีทึกก็ดังขึ้น ใครกันวะโทรมาป่านนี้ 




“อ๊า อึนฮยอกหรอ” 

“ทึกฮยอง นอนกันรึยัง” เจ้านี่ไปไม่ทันไร งอแงคิดถึงเกาหลีล่ะสิ 

“ยัง พี่เพิ่งกลับมาน่ะ พวกนายทำอะไรกันอยู่ ทำไมไม่พักกันล่ะ…… อ๊า ฮีชอล นาย ……” 

“นี่ๆ ดึกแล้วพวกนายไปนอนกันสิ โทรกันมาทำไม ไปๆๆ” ผมดึงโทรศัพท์จากมืออีทึกมาคุยบ้าง 

“อ๊า !! พี่ฮีชอล ทำไมเสียงพี่เป็นแบบนี่ล่ะ ” 


“ก็ไม่สบายนะสิ นี่พวกนายยังจะโทรมากวนกันอีกหรอเนี่ย” 



อึนฮยอกขอคุยบ้างสิ 




“ ฮีชอลฮยอง ไม่สบายหรอฮะ เป็นอะไรมากหรือเปล่า อ๊า ต้องเพราะไมได้นอนคืนก่อนแน่ๆ ” 

“ทงเฮหรอ อื้อไข้หวัดน่ะ มึนหัวไปหมด ” 

“พี่ดูแลตัวเองนะฮะ แล้วเจอกันวันศุกร์ รีบหายนะฮะ” 

“อ่า ว่าจะป่วยต่ออีกวัน ” 

“ทำไมละฮะ ….. อ้ออออ ฮ่าๆๆๆ” ทงเฮหัวเราะร่วน เกทเร็วรู้ใจผมจริงๆ 


“โอ๊ยยยยย!!” 


อีทึกเอาตะเกียบตีแขนผมแล้วแย่งโทรศัพท์กลับไปซะก่อน ผมยังไมได้คุยกับรยออุคเลยนะ ได้ยินเสียงแว่วๆ 

“ทงเฮ นี่พี่นะ พวกนายนอนกันได้แล้ว เดี๋ยวก็ทำงานไม่ไหวหรอก แล้วค่อยเจอกัน” 

“โอเคฮะ ฝากดูแลพี่ฮีชอลด้วยนะฮะ” 


ฮิ้ววววว !! ทึกฮยองป้อนข้าวพี่ฮีชอลด้วยนะคับ อ๊า!!! พี่ฮีชอลป่วยการเมืองหรือเปล่าเนี่ยยยย!! กินข้าวผัดผมให้หมดด้วยนะฮะ ~ MY God !! พี่ฮีชอล เกทเวลซูนฮะ พระเจ้าคุ้มครองนะครับ ~ ……… 



“พี่คิดถึงพวกนายทุกคนนะ” 


อีทึกคงคิดถึงพวกนั้นมากจริงๆ เอาน่า เดี๋ยววันศุกร์จะพาไปหาแล้ว ทึกกี้ นายอย่าเหงา เลยนะ นายต้องดูแลชั้นจำไม่ได้หรือไง 


คยูฮยอน แกหาว่าชั้นป่วยการเมืองหรอ ถึงเซี่ยงไฮ้เมื่อไหร่ แกตายยยยยย!!!!!!!!!!!!!!!!!! 




Never ending story~ 






TalK 

กร๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก *วิ่งเข้าป่า* Laughing

[SF] ChulWook - Piano Sonata -1

posted on 17 Feb 2011 00:10 by missmillet
 
Piano Sonata
 
 
 
 
 
ผมเป็นครูสอนเปียโนมาแปดปี โรงเรียนที่เปิดอยู่ก็พอมีชื่อเสียง เอาเป็นว่า บรรดาค่ายเพลงไอ้ที่ดังๆในเกาหลีเนี่ย ส่งไอดอลมาเรียนถึงที่ก็หลายคน ผมเองก็ไม่ใช่คนดีนักหรอกนะ สอนเปียโนเพราะรักและชอบเครื่องดนตรีชนิดนี้ แต่จะให้มาอ่อนโยน นุ่มนวลเหมือนเสียงเปียโนตลอดเวลานั้นก็ไม่ใช่นิสัยผมอีกหละ อย่ามาคาดหวังอะไรกับผมเชียว เพราะคุณจะผิดหวัง



“ฮีชอล ที่โรงเรียนเป็นไงบ้างลูก” แม่ผม ที่นานๆทีจะโทรหากัน คำถามแรกเป็นแบบนี้เนี่ยนะ


“ก็ดีคับ ” แล้วผมต้องตอบอะไร ก็มันดี อื้อ แค่นั้นล่ะ


“แล้วลูกยุ่งหรือเปล่า” แม่ผมควรพูดออกมาเลยว่าต้องการอะไร เป็นแม่ลูกกันมาจะสามสิบปีแล้วคิดว่าผมไม่รู้จักแม่หรือไงกันนะ


“แม่อยากให้ทำอะไรก็บอกมาเถอะ อันที่จริงผมก็ไม่ได้ว่างมากนักหรอก”


“เอ่อ ถ้าตารางสอนของลูกไม่ยุ่งนัก คือว่า แม่… เอ่อ” ผมเบื่อแม่ที่เป็นแบบนี้ที่สุดล่ะ


“ผมเคยบอกแม่ไปแล้วไงว่า ยังไงก็ไม่สอน เด็กเค้าไม่ได้อยากเรียนจริงๆ ผมไม่สอนให้หรอกนะ”


“น้องอาจจะอยากเรียนจริงๆก็ได้ นะ เห็นแก่แม่ซักครั้งเถอะฮีชอล ”


กี่ครั้งแล้วที่ผมโดนแม่ตื๊อเรื่องนี้ คิมเรียวอุค ญาติห่างๆ เด็กข้างบ้าน ลูกของเจ้าหนี้แม่ เด็กมหาลัยปีหนึ่ง หรืออะไรก็ตามแต่ เชื่อมั๊ย ผมเกลียดชื่อนี้สุด




-fingers-




ผมหยุดยืนมองป้ายหน้าโรงเรียนซักพัก ก่อนจะผ่อนลมหายใจยาวๆ ยาวแบบที่ไม่เคยทำมาก่อนในรอบหลายปี ไม่น่าเลยจริงๆ ไม่น่าหลวมตัวไปรับปากอะไรพล่อยๆ ออกไป ผมเกลียดการเผชิญหน้าแบบนี้ที่สุด



ผมไขประตูเปิดโรงเรียนตามปกติ รูดผ้าม่านที่ล้อมรอบผนังกระจกของห้องชั้นล่างสุดจนหมด แสงแดดตอนสายๆส่องเข้ามากระทบกับแกรนด์เปียโนหลังใหญ่เงาวับ ผมเคยชินกับภาพแบบนี้มาแปดปี บางทีมันก็เหมือนจะน่าเบื่อ แต่ผมคงชินกับอะไรแบบนี้ไปแล้ว เลยคิดเอาเองว่า นี่แหละ คือความสุข ของผู้ชายวัยใกล้จะสามสิบ~




วันนี้ไม่เหมือนแปดปีที่ผ่านมา




ติ๊ง..ต่อง~






ผมค่อนข้างจะแปลกใจอยู่ซักเล็กน้อยกับเสียงนี้ กริ่งหน้าประตูไม่เคยดังมานานเท่าไหร่แล้วนะ เอาหละมีคนออกไปดูแทนผมแล้ว วันนี้ตารางสอนผมอยู่ช่วงบ่ายทั้งหมด แล้วทำไมผมต้องมาที่นี่ตั้งแต่เช้ากันเนี่ย คิดถึงสาเหตุแล้วก็รู้สึกเหมือนจะปวดท้องตลอดเวลา อ่า!! อย่าบอกนะว่าเจ้าเด็กนั่นมาถึงแล้ว





“ไม่เห็นป้ายหรือไงว่าห้ามจับ” ผมออกมาดูหน้าเด็กเจ้าปัญหาคนนี้ซักหน่อย มาถึงมันก็ทำเรื่องเลยมั๊ยละ



“ป้ายเล็กไปนี่ฮะ ผมมองไม่เห็น” แทนที่จะทำความเคารพผมเป็นอันดับแรก ยังจะมาเชิดคอเถียง



“สวัสดี คุณคิมเรียวอุค” ผมคงต้องทักเองมั๊งนะ



“หวัดดีฮะ คุณคิมฮีชอล” จะใช้ภาษากันเองตั้งแต่กันครั้งแรกเลยหรือไง



“ถ้าไม่มีความเคารพกันในฐานะที่ชั้นอายุมากกว่า ก็กรุณาเรียกชั้นว่าครูด้วย”



“คุณถือด้วยหรอฮะ อ่า ขอโทษจริงๆฮะ ฮีชอลฮยอง”


“รู้สึกว่าชั้นจะเป็นแค่ครูสอนเปียโนของเธอ”



“อ่า อย่างงั้นหรอฮะ ก็ได้ฮะ คุณครูฮีชอล” เด็กนี่เก่งในการยั่วโมโหคนหรือไงนะ สารภาพว่าผมอยากจะฉีกมันเป็นชิ้นๆซะตอนนี้


“พ่อนายบอกหรือเปล่าว่าสามวันหลังจากนี้ ถ้านายทำไม่ได้ตามหลักสูตร คลาสจะถูกยกเลิกทันที”


“ฮะ แล้วไงต่อ”


“นายไม่ได้รักเปียโนจริงๆ”


“คอย ดูละกันฮะ” ไอ้หน้าเล็กๆ ที่ยืนเถียงกับผมอยู่นี่มันเป็นใครกันวะ ถึงได้กล้าดีขนาดนี้ ผมควรจัดการทุกอย่างได้ดีกว่าที่เป็นอยู่ แต่วันนี้ผมรู้สึกได้ว่ามันล้มเหลว



ผมรู้สึกว่าต้องไปสงบสติ อารมณ์ซักหน่อย น้ำเย็นแก้วใหญ่กำลังไหลลงสู่ลำคอ ต่อด้วยแก้วที่สองทันที ดีขึ้น~ แต่ยังไม่หาย ผมแกะฟรอยด์สีเงินที่ห่อชอคโกแลตรูปสี่เหลี่ยมอันเล็กๆออก แล้วยัดมันเข้าปากไปอีกสองอัน รสหวานจัดและความกรุบกรอบของเม็ดอัลมอลต์ข้างใน ทำให้ผมหายใจสะดวกขึ้น




ใช่ ผมโกรธ ~








“จะเล่นอีกนานมั๊ย ” ไม่เคยมีใครกล้าแตะของส่วนตัวผมมาก่อน เด็กนี่นับเป็นคนแรก และบอกตามตรงผมไม่ชอบเอามากๆ



“กระเป๋าคุณสวยดี ซื้อทีไหนหรอฮะ ถนนคนเดินที่ไหนซักที่ ถ้าจะให้ผมเดา”



“ชั้นต้องตอบหรือไง เกี่ยวกับการที่นายจะผ่านหลักสูตรเปียโนขั้นต้นหรือเปล่า”



“ผมก็แค่…. ชวนคุยน่ะฮะ เผื่อเราจะสนิทกันเร็วขึ้นไง”



“ไม่จำเป็น”



การเริ่มต้นระหว่างผมกับ………. ลูกศิษย์คนใหม่ไม่ราบรื่นเลยอย่างที่เห็น ผมอยากให้ทุกอย่างจบลงให้เร็วที่สุด วันนี้ตลอดช่วงสายถึงบ่ายโมงเลยหมดไปกับการทำให้เด็กนั่นรู้จักเครื่องดนตรี ที่เรียกว่า เปียโน ถึงแม้ผมต้องใช้ความอดทนอย่างมาก แต่ก็อดแปลกใจกับท่าทีของเด็กนั่นไม่ได้



นี่ไม่ใช่ครั้ง แรกที่ผมสอนเค้า หลายปีก่อน เด็กนั่นไม่เคยทำให้ผมรู้สึกได้เลยซักครั้งว่าจะเรียนเปียโนได้ ผมไม่ชอบการยัดเยียด ถ้าไม่ได้อยากเรียนจริงๆ ก็ไม่ควรมาที่นี่ ผมถึงได้ปฏิเสธพวกลูกคนรวยที่อยากจะเรียนเปียโนเพื่อหน้าตาทางสังคมมาตลอด แน่นอน คิมเรียวอุค คือหนึ่งในนั้น ท่าทางเหมือนถูกพ่อแม่บังคับมาในตอนนั้น ต่างจากการไล่นิ้วไปบนคีย์เปียโนเมื่อชั่วโมงที่แล้วลิบลับ




เด็กนั่นอยากเรียนจริงๆอะหรอ~












“ทำไมทำหน้าแบบนั้น” เรียวอุคที่นั่งหน้ามุ่ยมองเหม่อออกนอกกระจกมาหลายนาทีแล้วทำเอาผมแปลกใจ


“เปล่าฮะ แค่คิดอะไรนิดหน่อย”


“คิด……มี เรื่องอะไรต้องคิด” ผมจับหน้าเรียวอุคให้หันมา ปัดผมหน้าม้าที่เริ่มยาวจนเกือบปิดนัยน์ตาสีใสขึ้น น้ำตาเริ่มไหลออกมาจากดวงตากลมโตนั้น ผมไม่เข้าใจเหตุการณ์ตรงหน้าซักเท่าไหร่ รู้เพียงแต่ว่า ผมต้องหยุดน้ำตาของเด็กคนนี้ให้ได้


“ถ้าจะร้องก็ต้องมีเหตุผลสิ จริงมั๊ย”


“มันแค่เรื่องงี่เง่านะฮะ พี่อย่าสนใจเลย”


ผมดึงมือทั้งสองของเรียวอุคมากุมไว้เบาๆ เรื่องงี่เง่าที่ว่า มันทำให้ผมเจ็บปวดทุกครั้ง ถ้าจะพูดว่าใครงี่เง่า คนคนนั้นก็คือผมเอง


“Piano Sonata” เรียวอุคจำได้ทันที หลังจากที่ผมเล่นไปเพียงไม่กี่ตัวโน๊ต รอยยิ้มบนแก้มใสเริ่มกลับมา แต่ความหม่นเศร้าในดวงตาไม่เคยหายไปเลย ให้ตายสิ ผมไม่ชอบแบบนี้เลย


“พี่จะเล่นเปียโนให้นายฟังจนกว่านายจะเบื่อไปเลย แต่อย่าร้องไห้อีกเลยนะ”


“เพราะจังฮะ”


อื้อมันเพราะมากจริงๆนะแหละ ~











การมานั่งรอตั้งแต่เช้าของเรียวอุค สร้างความหงุดหงิดให้ผมจนได้ ท่าทางปั้นจิ้มปั้นเจ๋อ ทำหน้าใฝ่รู้ซะเต็มประดา คนที่เป็นครูควรดีใจสินะ แต่มันไม่ได้ผลสำหรับผม


“สวัสดีฮะ ครูฮีชอล วันนี้เราต้องเริ่มไล่ตัวโน๊ตกัน ผมพูดรึเปล่าฮะ”


“ถูก แต่นั่นเป็นสิ่งที่ชั้นต้องพูด”


“อ่า..” เอามือมาเกาหัวแล้วพูดออกมาแค่นี้ น่ารักตายชักล่ะ เด็กบ้า


“ทานอะไรตอนเช้าหน่อยมั๊ยฮะ” เด็กนี่นึกจะทำอะไรก็ทำ ล้วงแครกเกอร์ในกระเป๋ายื่นมาทางผมห่อนึง แล้วก็นั่งแกะกินเองอีกห่อ กินแครกเกอร์ตอนเช้า นายคิดว่าชั้นอายุเท่าไหร่กัน


“นายกินไปคน เดียวเหอะ เสร็จแล้วก็รีบตามมา” ผมยกกาแฟดำที่เหลือขึ้นดื่มทีเดียวหมดแก้ว แล้วต้องรีบย้ายตัวเองออกจากตรงนี้ให้เร็วที่สุด อึดอัด~








“คุณ..นิ้วสวยจังฮะ”



“ไม่เกี่ยวกับที่นายกำลังเรียนอยู่”


“มันดูเหมาะกับคีย์เปียโนดีนะฮะ” ผมเคยคิดว่าตัวเองเป็นคนดื้อ แต่ดูเหมือนจะเจอคนที่ดื้อกว่า ไม่อยากเชื่อเลยจริงๆ


“หึ แล้วนายคิดว่าตัวเองเหมาะหรือเปล่าล่ะ” ผมไม่รู้ว่าสิ่งที่ผมพูดผิดตรงไหน แต่เจ้าเด็กนั่นสิทำหน้าเหมือนโดนใครตบหน้าอย่างนั้นแหละ จะรอดูแล้วกันว่าจะได้ซักกี่น้ำ






เวลาสองวันสำหรับผม ไม่เคยรู้สึกว่ามันช้าขนาดนี้มาก่อน จะดีใจมากที่สุดถ้าพรุ่งนี้จะเป็นวันสุดท้ายระหว่างผมกับ คิมเรียวอุค



ช่วงบ่ายของวันนี้ผมตัดสินใจงดคลาสทั้งหมด ฝนที่ตกลงมาอย่างบ้าคลั่งขนาดนี้ ใครที่ไหนก็ไม่อยากออกจากบ้านทั้งนั้นล่ะ นอกจากผมที่ออกมาก่อนอยู่แล้ว ดีเหมือนกัน ฝนตกหนัก อากาศเย็นสบาย ผมคงต้องแต่งเพลงซักหน่อย





ครืน….นนน เปรี้ยง ……งงง!!!!!





ก๊อก ก๊อก ก๊อก!!!!






ผมวางมือจากคีย์เปียโน หันไปตามเสียงนั่น เสียงฟ้าฝนข้างนอกดังเกินไป จนผมไม่แน่ใจว่ามีใครมาเคาะประตูอยู่หรือเปล่า ถ้าจำไม่ผิดผมโทรไปบอกลูกศิษย์ทุกคนหมดแล้วล่ะนะ




แล้วข้างนอกนั่นใครกันล่ะ~





ร่างเล็กๆเปียกชุ่มด้วยน้ำฝน ล้มลงมาข้างในทันทีเมื่อผมเปิดประตู ร่างไรสติอ่อนปวกเปียกกำลังกองอยู่ตรงหน้าผมเลือดจางๆ ไหลออกมาจากหัวทุย ผมไม่กล้าคิดว่าเค้าจะยังมีชีวิตอยู่หรือเปล่า
ผมคงไม่ตกใจขนาดนี้ ถ้าเจ้าของร่างนี้จะไม่ใช่…..ไม่ใช่




คิมเรียวอุค!






TBC~

...........................................................................................





[OPV] 83line I'm going crazy

posted on 04 Feb 2011 01:55 by missmillet

[Fic] Why do I Love You KYU-HAE {WON}- 1 >> Comeback

posted on 14 Jan 2011 00:02 by missmillet
Comback>>
 
 
 
 
 
 
 
 
 
สนามบินนานาชาติอินชอน ดูแปลกตาไปมากทั้งที่ความจริงแล้วอาจจะไม่มีอะไรเปลี่ยนไปซักเท่าไหร่ แต่ระยะเวลาห้าปีที่ทงเฮเดินทางจากเกาหลีไป อาจจะทำให้เขาไม่คุ้นเคยกับที่ที่เคยอยู่ ผู้โดยสารหลากสัญชาติเดินขวักไขว่ไปมาเกือบจะเต็มพื้นที่ของสนามบิน อากาศที่เริ่มจะหนาวแล้วแบบนี้ คงไม่แปลกนักที่จะมีนักท่องเที่ยวหลั่งไหลเข้ามาที่โซล บ้านที่เขาจากมานาน




ทงเฮสาวเท้าอย่างไม่ลดละ เพื่อจะแทรกตัวผ่านผู้คนมากมายที่รายรอบ และไปให้ถึงที่ ที่ฮีชอลตกลงไว้ว่าจะมีคนจากที่บ้านมารอรับ ถึงแม้จะสับสนจนทำให้เสียเวลาเดินไปเดินมาอยู่บ้าง แต่ในที่สุด อีทงเฮ พร้อมสัมภาระที่หอบมาจากสวิส ก็พาตัวเองมายังที่นัดหมายจนได้ มองไปรอบๆ ตัว แล้วก็ไม่ได้ให้ความรู้สึกว่ามีคนมารอรับเขาเลยซักนิด หรือเขาอาจจะมาผิดที่ ลองมองไปที่กลุ่มคนสองสามคนตรงเก้าอี้ที่นั่งรอ ก็ไร้แววว่าจะรู้จักกันมาก่อน อีทงเฮวางกระเป๋าใบเล็กที่ถือติดตัวลงตรงเก้าอี้ตัวที่ว่างอยู่ และหย่อนตัวลงนั่งบนเก้าอี้ตัวถัดไป คนจากที่บ้านอาจจะยังมาไม่ถึงก็ได้ เขาควรนั่งรอดีที่สุด





หลังจากรับโทรศัพท์ ของฮีชอล แทนที่คยูฮยอนจะหลับลงด้วยความสบายใจ กลับทำให้เขาต้องหงุดหงิดตลอดคืน อีทงเฮ ชื่อนี้ที่เขาเกือบลืมไปแล้ว ถ้าไม่ใช่เพราะผู้เป็นพ่อ พยายามรายงานความเป็นไปและชื่นชมในระดับผลการเรียนที่ดีเยี่ยมของพี่ชายต่าง สายเลือดคนนี้ให้ฟังบ่อยๆบนโต๊ะอาหาร คงไม่มีวันที่เขาจะเก็บชื่อนี้มาไว้ให้รกสมอง คนที่คอยแต่จะมาแทนที่เขาตลอดเวลา ทั้งที่ไม่ใช่สายเลือดแท้ๆ พ่อของเขายังรักและคอยสนับสนุนทุกอย่าง




ตั้งแต่ นายเข้ามาในบ้าน พี่ซีวอนก็คอยแต่จะสนคนอย่างนายอยู่ได้ นายอายุมากกว่าชั้นงั้นเหรอ แต่อย่าหวังว่าชั้นจะเรียกนายว่าพี่นะ อีทงเฮ




“คุณคยูฮยอนครับ เรากลับไปรอที่เดิมเถอะนะครับ ป่านนี้คุณทงเฮคงมาถึงแล้ว เครื่องแลนดิ้งมาซักพักแล้วล่ะครับ”



“อยาก ไปรอ ก็ไปเลยสิ ขอกุญแจด้วยผมจะไปรอที่รถ” คยูฮยอนในสภาพไม่พร้อมตื่น เสนอแนวทางที่จะทำให้ตัวเองไม่ต้องเผชิญหน้ากับทงเฮ บอกตามตรง มันเรื่องอะไรกันที่เขาต้องมารับคนคนนี้ นึกแล้วก็พาลโกรธไปถึงพ่อและฮีชอล แกล้งกันชัดๆ



“แต่…ว่า คุณทะ…..”


“ผมก็มาถึงสนาม บินแล้วนี่ไง จะเอายังไงอีก” คยูฮยอนสวนกลับทันที การที่เขายอมมารับอีทงเฮด้วยนี่ก็น่าจะเกินพอแล้ว คุณพ่อบ้านจึงไร้หนทางต่อกลอนจำต้องยกกุญแจรถให้คยูฮยอนไปแต่โดยดี



คยูฮยอนเผลอใช้ปลายนิ้วโป้งวางไว้ตรงปุ่ม Unlock ของรีโมทรถโดยที่เขาก็ไม่รู้ตัว แถมยังรีบเดินตรงไปทางออกเพื่อไปลานจอดรถ โดยไม่หันกลับมาสนใจคุณพ่อบ้านและคนขับรถแม้แต่น้อย




ทงเฮ นั่งรออยู่ซักพักก็เริ่มร้อนใจ คิดจะหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมากดหาฮีชอล ก็ต้องถอดใจเพราะแบตเตอรี่หมด พักใหญ่แล้วที่นั่งรอ คนที่จะมารับก็ไม่มาซักที เพื่อเป็นการฆ่าเวลา เขาเลยเอื้อมมือไปล้วงไอพอดทัช ในกระเป๋าขึ้นมาเสียบหูฟังเพลงไปพลางๆ ซึ่งก็ยังแอบคิดในใจว่า ทำไมไม่ทำตั้งนานแล้วนะ ทงเฮหยิบแว่นที่ถอดแขวนไว้ตรงคอเสื้อ มาใส่อีกครั้ง ขยับหมวกลงอีกเล็กน้อย ในเมื่อการนั่งรอคือทางเดียวที่ทำได้ ก็หลับรอเลยละกัน ความอ่อนล้าจากการนั่งเครื่องบินมาหลายชั่วโมงทำให้การนอนหลับในสถานที่ที่ ไม่เอื้ออำนวยกลายเป็นเรื่องง่าย



“คุณอีทงเฮ” เสียงทุ้มแว่วมาข้างหูทั้งที่กำลังจะเคลิ้มหลับแท้ๆ ทำให้อีทงเฮสะดุ้งน้อยๆและหันตามหาต้นเสียงนั้นเกือบจะทันที


“อะ.. ครับ” เมื่อหันไปเจอเจ้าของเสียงเขาก็ขานรับ


“ผม พ่อบ้านจองอึนครับ คุณท่านให้ผมกับ เอ่อ… ” คุณพ่อบ้านลืมไปเสียสนิท ว่าคยูฮยอนหนีไปรอที่รถแล้ว อยากจะกลืนคำที่เผลอพูดออกมาซะจริงๆ


“คนขับรถ… ใช่มั๊ยครับ สวัสดีครับคุณพ่อบ้าน และคุณลุงคนขับรถ” ทงเฮไม่ได้ติดใจอะไรในอาการเลิกลั่กของคุณพ่อบ้าน เขากลับกล่าวทักทายอย่างเป็นมิตร และเขาเองก็ดีใจมาก ในที่สุดก็ไม่ต้องนั่งรออีกต่อไปแล้ว เขาจะได้กลับบ้านจริงๆซักที


“ช่วยคุณทงเฮเข็นรถสิ” คุณพ่อบ้านหันไปสั่งคนขับรถ ที่พอได้ยินคำสั่งปุ๊บก็รีบทำตามปั๊บเหมือนกดสวิตซ์


“ขอบคุณครับ” ทงเฮโค้งขอบคุณอย่างนอบน้อม เขาไม่เคยคิดว่าลูกจ้างในบ้านจะต้องถูกปฎิบัติให้ดูด้อยค่าเลย ในเมื่อเขาเองยังเป็นใครก็ไม่รู้ที่อยู่ดีๆก็ได้เป็นลูกชายเจ้าของบ้านก็ เท่านั้น เพราะฉะนั้นสำหรับเขาแล้วทุกคนถือว่าเท่าเทียมกัน



คุณพ่อบ้านเอื้อมมือไปช่วยถือกระเป๋าใบเล็ก แต่ทงเฮไม่ยอม ทั้งยังรีบบอกให้นำทางไปที่รถเสียอีก คุณพ่อบ้านยกยิ้มด้วยความชื่นชมแล้วรีบเดินนำไปลานจอดรถตามคำขอ





ตั้งแต่เข้ามานั่งรอในรถได้คยูฮยอนก็ยังหงุดหงิดไม่เลิก แทนที่เขาจะได้นอนหลับสบายอยู่บนเตียง ต้องมาทนรอคนที่เขาไม่อยากเห็นหน้าอยู่ตั้งนานสองนาน เพียงเท่านี้ก็ฝืนใจมากเสียจนไม่รู้จะโกรธใครดี จริงๆเขาก็ไม่ได้เจอหน้าทงเฮมานานแล้วเหมือนกัน ตอนนั้นหมอนั่นหน้าตาเป็นยังไงนะเหรอ เด็กหน้าจืด วันๆเอาแต่ยิ้มประจบพ่อเขาอยู่นั่นแหละ ทำอย่างอื่นไม่เป็นเลยหรือไง ทุกคนในบ้านไม่เว้นแม้กระทั่งแมวของพี่ฮีชอลยังชอบไปเล่นกับหมอนั่นอยู่ได้ น่ารำคาญชะมัด






ตอนนี้หมอนั่นจะเป็นยังไงแล้วนะ…….. ฮึ ใครสน!!





คยูฮยอนพยายามสะบัดหัวไปมาเพื่อไล่ความคิดบ้าๆนั่น ก้มลงมองนาฬิกาข้อมือ ผ่านไปเกือบสิบห้านาทีในรถ เขาเม้มปากด้วยความเหนื่อยหน่าย นายควรจะมาซักที มันจะได้จบๆ การเริ่มต้นวันแบบนี้ มันไม่สนุกเลยจริงๆ



ก๊อก ก๊อก!!



เสียง เคาะกระจกเพียงเบาๆของคุณพ่อบ้าน ก็สามารถทำให้คยูฮยอนหันขวับไปด้วยอาการลิงโลด สิ้นสุดซักทีสินะ การรอคอยที่แสนน่าเบื่อ เขารีบกดรีโมทปลดล๊อครถ



“ช้ากันจริงๆ” ทันทีที่ประตูด้านซ้ายมือถูกเปิดออก คยูฮยอนก็อดไมได้ที่จะต้องตำหนิคุณพ่อบ้านเสียหน่อย



“ขอโทษครับ” แน่นอนที่สุด คุณพ่อบ้านจะต้องรีบขอโทษเขาเป็นการด่วน แต่ทว่าเสียงนั้นแปลกออกไป คยูฮยอนหันขวับไปมองเจ้าของเสียงกล่าวขอโทษหวานหู อีทงเฮ หมอนี่เปลี่ยนไปมาก คยูฮยอนเผลอมองพี่น้องต่างสายเลือดตั้งแต่หัวจรดเท้า ถึงจะตัวจะไม่สูงขึ้นซักเท่าไหร่ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าอีกฝ่ายดูเป็นผู้ใหญ่ขึ้นมากทีเดียว ทงเฮก็ไม่ต่างกัน ในขณะที่เปล่งคำขอโทษออกไปก็อดแปลกใจไม่ได้ที่เจอคยูฮยอนในรถอีกคน น้องชายที่ไม่เคยคิดว่าเขาเป็นพี่ ดูโตขึ้นจนจำแทบไม่ได้ นอกเสียจากท่าทางแข็งกระด้าง และนิสัยขี้โวยวายที่เขายังจำได้แม่นไม่เคยลืม




“จริงๆ คุณทงเฮมารอพวกเราซักพักแล้วล่ะครับ ” คราวนี้เป็นเสียงคุณพ่อบ้านตัวจริงที่เอี้ยวตัวมาเพื่อแก่ต่างให้ทงเฮกลายๆ จากที่นั่งข้างหน้า




คยูฮยอนรีบขยับตัวเองมานั่งในท่าหันหน้าตรง เอามือกอดออก แถมยังไม่ลืมที่จะหยิบแว่นดำขึ้นมาใส่ทั้งๆที่อยู่ในรถ





“ไปกันได้หรือยัง เสียเวลามามากแล้วนี่” พูดพลางก็โยนกุญแจรถไปข้างหน้า โดยไม่สนด้วยซ้ำว่าใครจะรับ ไว้ โชคดีที่คุณพ่อบ้านมือไวรีบตะปบกุญแจไว้ทันพอดี







รถยนต์สีดำคันใหญ่วิ่งห่างออกจากสนามบินอินชอนเพื่อเข้าเขตตัวเมืองเข้าไป ทุกที ทงเฮใช้เวลานี้ในการหันหน้าไปซึมซับทิวทัศน์ข้างทาง ความอบอุ่นใจแล่นปราดเข้ามาทุกขณะ แต่ก็ถูกทำลายลงทุกครั้ง ที่หันไปเจอกับความเฉยชาของอีกคนที่นั่งข้างๆ ยิ่งเข้าใกล้โซลมากเท่าไหร่ ความทรงจำมากมายวัยเด็กก็ยิ่งวิ่งวนเข้ามาในหัวมากขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งพี่ซีวอน และคนอื่นๆในบ้านรักเขาเหมือนสมาชิกคนหนึ่งของบ้านมากเท่าไหร่ ดูเหมือนว่าเขาก็จะกลายเป็นตัวน่ารังเกียจของคยูฮยอนมากขึ้นเรื่อยๆอีกเช่น กัน









แต่ไม่ว่าจะยังไง วันนี้เขาก็กลับมาแล้ว



[opv] Kyuwook They're in love

posted on 11 Nov 2010 01:37 by missmillet